


Describe your image

Describe your image

Describe your image

Describe your image
1424 results found with an empty search
- LINE advances Thai creators to the international market
LINE รุกหน้า ดันครีเอเตอร์ไทยสู่ตลาดสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ระดับโลก “มาสร้างสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS กัน!” ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ครั้งแรกของครีเอเตอร์ไทยกับโอกาสในการร่วมสร้างสรรค์สติกเกอร์ ‘BROWN & FRIENDS’ คอลเลคชันพิเศษในสไตล์เฉพาะตัว สู่สายตาชาวโลก · เตรียมพบกับสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS คอลเลคชันพิเศษ ที่รังสรรค์ด้วยหลากหลายลายเส้นเอกลักษณ์จากเหล่าท๊อปครีเอเตอร์ไทย · พร้อมเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยและผู้สนใจ ร่วมแสดงฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS ชุดพิเศษในสไตล์ตนเอง ในเดือนมิถุนายนนี้ LINE คอร์ปอเรชัน ฉลองความสำเร็จครบรอบ 10 ปี เดินหน้าผลักดันครีเอเตอร์ไทย เปิดเวทีแสดงผลงานสร้างสรรค์สู่ระดับสากลผ่านแคมเปญสร้างสรรค์ครั้งยิ่งใหญ่ “มาสร้างสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS กัน!” (Let's make BROWN & FRIENDS together!) นับเป็นครั้งแรกที่ LINE เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์นานาชาติรวมถึง ครีเอเตอร์ไทย ได้นำลิขสิทธิ์ชุดคาแรคเตอร์ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลอย่าง BROWN & FRIENDS ทั้ง 11 คาแรคเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น บราวน์ โคนี่ แซลลี่ ช็อกโก ลีโอนาร์ด มูน เจมส์ บอส เจสสิก้า เอ็ดเวิร์ด และปังโย่ ไปใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์สติกเกอร์ชุดพิเศษในสไตล์ตนเอง และนำออกจำหน่ายทั่วโลก นำร่องแคมเปญด้วย สติกเกอร์ BROWN & FRIENDS คอลเลคชันพิเศษในหลากหลายลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ จากความร่วมมือของเหล่าครีเอเตอร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยกับ LINE FRIENDS ที่จะมาร่วมสร้างสีสันตลอดเดือนมิถุนายน 2564 นี้ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจของ LINE STICKERS ในปีนี้ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาและผลักดันให้ ครีเอเตอร์ไทยสามารถต่อยอดผลงานสติกเกอร์สู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ได้ในเวทีระดับสากล หลังจากประเดิมด้วยความร่วมมือกับแบรนด์ยูนิโคล่ที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ครีเอเตอร์ที่สนใจร่วมแคมเปญ “มาสร้างสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS กัน!”สามารถศึกษาคู่มือการสร้างสรรค์ (Creative Guideline) และส่งผลงานสร้างสรรค์สติกเกอร์ภายใต้แคมเปญ “มาสร้างสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS กัน!” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป (รายละเอียดเพิ่มเติมที่: https://campaign.line.me/sticker/browncpth.html) นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกและง่ายดายในการสร้างสติกเกอร์ให้แก่ครีเอเตอร์และผู้สนใจอย่างทั่วถึง LINE ได้ทำการปรับปรุงแอปพลิเคชัน LINE Creators Studio ที่ใช้สำหรับการสร้างสติกเกอร์โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ซอฟต์แวร์ปรับแต่งรูป สู่ชื่อใหม่ “LINE Sticker Maker” ผลงานสติกเกอร์ที่ถูกสร้างสรรค์และได้รับการอนุมัติทั้งหมดจะถูกออกจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2564 ผ่าน Sticker Shop บนแอปพลิเคชัน LINE เว็บไซต์ LINE STORE (store.line.me) และร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจาก LINE STICKERS (Verified Reseller) ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของครีเอเตอร์ไทยสู่สายตาผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างแท้จริง
- FREE TTB ALL ACCOUNT EXPERIENCE
อะตอม-ชนกันต์ โชว์เสียงหล่อนุ่ม บอกเล่าประสบการณ์การใช้บัญชี ทีทีบี ออลล์ฟรี งานนี้ทำเอานักร้องหนุ่มเสียงนุ่ม อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม ตื่นเต้นไม่น้อย กับบทบาทใหม่ในการเป็นตัวแทนลูกค้า บอกเล่าประสบการณ์การใช้บัญชี ทีทีบี ออลล์ฟรี (ttb all free) วิถีใหม่ของการฝากเงิน ที่คุ้มค่ากว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะเพียงมีเงินฝากไว้ 5,000 บาท ก็ได้ฟรีประกันอุบัติเหตุ ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้จริง แม้จะเจ็บ แต่ยังยิ้มได้ ชีวิตทางการเงินดีขึ้นเห็น ๆ .. อุบัติเหตุทางกาย ttb all free ให้ฟรีประกัน แต่อุบัติเหตุทางใจนั้น ก็ฟังเพลงของหนุ่มอะตอมปลอบใจกันไปก่อน #ttballfree #ใช้ชีวิตฟรีรอบด้าน #ทีเอ็มบีและธนชาตเปลี่ยนเป็นทีทีบี #เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #TMBThanachart #ttb #MakeREALChange
- TTC Motor
TTC Motor มอบอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่สื่อมวลชนสายยานยนต์ แทนความห่วงใย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากโควิด-19 คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-Benz / Mercedes-AMG) อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ระลอกใหม่ ที่มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น TTC Motor ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสื่อมวลชนสายยานยนต์มาโดยตลอด ตระหนักถึงการทำงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับองค์กรและหน่วยงานมากมายของสื่อมวลชน “ด้วยความห่วงใย เราทราบดีว่าสื่อมวลชนต้องติดต่อสื่อสารและรายงานข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา TTC Motor จึงขอมอบอุปกรณ์ป้องกันและของใช้ที่จำเป็นแก่สื่อมวลชนสายยานยนต์ แทนความห่วงใย ผ่านสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย Thai Automotive Journalists Association : TAJA โดยได้รับเกียรติจากคุณวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย รวมทั้งกรรมการสมาคมฯ เข้ารับมอบ อุปกรณ์ป้องกัน ประกอบด้วย เจลแอลกออล์ทำความสะอาด , สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากผ้า สำหรับป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และให้สมาคมฯดำเนินการแจกจ่ายให้กับสมาชิกสมาคมฯ” ทั้งนี้ในส่วนของงานบริการดูแลลูกค้าของ TTC Motor เอง บริษัทฯตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญมากเช่นกัน จึงมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดตามมาตรการดังนี้ - การตรวจวัดอุณหภูมิ - สวมหน้ากากอนามัย - การเว้นเพื่อรักษาระยะห่าง - การล้างมือด้วยเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ - การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ในรถทุกคันที่นำเข้ารับบริการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทางบริษัทฯ ได้มีมาตรการบังคับใช้ทั้งกับลูกค้าทุกท่านและพนักงานทุกคน เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจ “รวมทั้งมีการบริการ Delivery Service บริการรับ-ส่งรถยนต์ถึงบ้านของคุณ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย จาก TTC MOTOR BODY AND PAINT TTC Motor ต้องการมอบประสบการณ์ การดูแลรถยนต์ของคุณที่เหนือระดับ เราพร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านให้มีความสะดวกสบาย และรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ใช้บริการกับเรา อาทิ บริการ Delivery Service สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา , การันตี ซ่อมสีและตัวถังภายใน 3 วัน* และบริการรับ-ส่งรถของท่านฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการ TTC Motor Body & Paint Certified by Mercedes-Benz โทร. 02-322-2222 หรือ Official Line : http://bit.ly/2kI5ios IG : http://bit.ly/2kRsuR1 https://www.benzttcmotor.com/
- Krungsri Finnovate Announces Strategy 2021 Set Up a Flag to Drive Krungsri To the full digital bank
กรุงศรี ฟินโนเวต ประกาศกลยุทธ์ 2564 ตั้งธงผลักดันกรุงศรี สู่ดิจิทัลแบงก์เต็มตัว · เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จในฐานะที่หนึ่งในใจสตาร์ทอัพไทย · ชูกลยุทธ์เดินหน้า 3 เสาหลัก; สร้างเสริม เพิ่มพันธมิตร และลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงินทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ · มุ่งสร้างความร่วมมือสตาร์ทอัพ เชื่อมโยงสู่กรุงศรี กรุ๊ป เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน กรุงเทพฯ (13 พฤษภาคม 2564) --กรุงศรี ฟินโนเวต ผู้นำด้านการสนับสนุนและลงทุนในเทคโนโลยีนวัตกรรมและสตาร์ทอัพทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค เผยความสำเร็จปี 2563 พร้อมประกาศเดินหน้ากลยุทธ์การดำเนินงานปี 2564 มุ่งเสริมสร้าง Ecosystem ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรสตาร์ทอัพ ลงทุนต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ มองเป้าหมายระยะยาวร่วมผลักดันกรุงศรีสู่ดิจิทัลแบงก์อย่างเต็มตัว ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจระยะกลางปี 2564-2566 ของกรุงศรี ที่มุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจ (Ecosystem and Partnership) รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและไอที ด้วยงบลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 2 ปี (2564-2565) นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “กรุงศรี ฟินโนเวต ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 5 และประสบความสำเร็จเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มเติมทีที่ส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยในด้าน FinTech ขยายสู่สตาร์ทอัพในทุกสาขา จนปัจจุบัน กรุงศรี ฟินโนเวต กำลังทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 50 บริษัท กว่า 100 โปรเจ็ค และส่งเสริมการทำงานด้านดิจิทัลของกรุงศรีและบริษัทในเครือถึง 35 หน่วยธุรกิจ ทั้งนี้ที่ถือเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ในปี 2564 กรุงศรี ฟินโนเวต ได้มีโครงการที่สนับสนุนสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวไกลได้กว่าเดิม อาทิ โครงการ Meet the Angels ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยได้นำเสนอแผนธุรกิจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 170 คน และทำให้เกิดการลงทุนในสตาร์ทอัพหลายราย นอกจากนั้น ยังมี Meet the Angels Sandbox ที่เป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพสำหรับกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้น (Early-stage startups) หรือแม้แต่การสนับสนุนส่งเสริมให้พนักงานในกรุงศรีเองได้พัฒนาศักยภาพ นำเสนอไอเดียและเข้ารับการพัฒนาเพื่อที่จะผันตัวมาเป็นสตาร์ทอัพได้ ภายใต้ชื่อ กรุงศรี ยูนิคอร์น (Krungsri Unicorn) พนักงานที่นำเสนอไอเดียและแผนธุรกิจและได้รับการคัดเลือก จะได้รับโอกาสในการเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ (Startup Founder) ทำโครงการให้เกิดขึ้นได้จริง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกรุงศรี ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจ ทั้งหมดเหล่านี้เอง ทำให้กรุงศรี ฟินโนเวตได้รับโหวตให้เป็นบริษัทลงทุนที่สตาร์ทอัพอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด ภายใต้รางวัล “The Best Startup Synergy Awards 2021” จาก Techsauce ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่กรุงศรี ฟินโนเวต ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง” สำหรับปี 2564 นี้ กรุงศรี ฟินโนเวต ไม่เพียงแต่มีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตผ่านการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ แต่ยังเน้นไปที่การเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวของธนาคารกรุงศรีสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์อย่างเต็มตัว โดยมุ่งเดินหน้ากลยุทธ์การดำเนินงาน ดังนี้ (1) การมุ่งสร้างและสนับสนุนสตาร์ทอัพในทุกระดับ และสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น (Venture Builder and Ecosystem) ผ่านโครงการ Meet the Angels, Meet the Angels -Sandbox และ Krungsri Unicorn และการสร้างชุมชนสตาร์ทอัพ (2) การร่วมทำงานกับสตาร์ทอัพในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partnership) โดยกรุงศรี ฟินโนเวตจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับหน่วยธุรกิจภายใต้กรุงศรี กรุ๊ป โดยจะเน้นทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพที่สามารถเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจของกรุงศรีในเรื่องการลดต้นทุน การสร้างรายได้ การสร้างนวัตกรรม และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล (3) การลงทุนต่อเนื่อง (Investment) โดยเน้นเพิ่มการลงทุนในสตาร์ทอัพซีรี่ส์ A ขึ้นไปด้านฟินเทค อีคอมเมิร์ซ พรอพเทค และ AI ในไทยและอาเซียน ด้วยลงเงินทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่สำคัญจะต้องเป็นการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาให้กับบริษัทได้ “ปี 2020 ที่ผ่านมา กรุงศรี ฟินโนเวตได้ลงทุนใน Grab, ICON Framework, Ricult, Flash, Appman ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่เพียงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆของกรุงศรี กรุ๊ปในการพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมได้ เราจะยังคงเดินหน้าต่อ โดยในปีนี้จะมุ่งเน้นที่สตาร์ทอัพที่เชื่อมโยงกับธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจที่อยู่อาศัย และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ด้วยเงินทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตั้งเป้าว่าจะมีโปรเจ็คร่วมกับสตาร์ทอัพในกลุ่มดังกล่าวรวมไม่ต่ำกว่า 120 โปรเจ็คในปี 2021 นี้” นายแซม กล่าวสรุป กี่ยวกับกรุงศรี กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยด้านสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก และเป็นหนึ่งในห้าสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) โดยดำเนินธุรกิจมานานถึง 76 ปี กรุงศรีเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก กลุ่มกรุงศรีให้บริการทางการเงินการธนาคารอย่างครบวงจร ทั้งในด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค การลงทุน การบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอันหลากหลายแก่กลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้า SME และลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านสาขาของธนาคารกว่า 665 สาขา (เป็นสาขาที่ให้บริการทางการเงินในรูปแบบปกติ 626 สาขาและสาขาที่ให้บริการเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 39 สาขา) และช่องทางการขายกว่า 32,216 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรุงศรียังเป็นผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนบัญชีบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ/สินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 9.5 ล้านบัญชี และเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ชั้นนำ (กรุงศรี ออโต้) พร้อมทั้งมีบริษัทบริหารจัดการกองทุนที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่ง (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด) ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อย (บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)) อีกด้วย กรุงศรี มีพันธสัญญาในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสูงสุด ธนาคารและบริษัทในเครือได้ผ่านการรับรองการเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ของ “แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต” โดยมุ่งร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในไทยและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียของธนาคาร เพื่อให้การดำเนินธุรกิจปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น เกี่ยวกับกรุงศรี ฟินโนเวต บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เป็นบริษัทร่วมลงทุน (Corporate venture Capital : CVC) ในเครือกรุงศรี ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพด้านฟินเทคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้านการธนาคารทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเติบโตไปยังเป้าหมายที่วางไว้ ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การลงทุนเพื่อสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ และโครงการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการร่วมลงทุน โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือมือจากหน่วยงานต่างๆ ของกรุงศรี ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โทรศัพท์: 02 296 4023 อีเมล: Krungsri.PR@krungsri.com
- LINE FASHION ANNUALE 2021
LINE FASHION ANNUALE 2021 เผยซูเปอร์เทคนิค ครองใจลูกค้ายุคดิจิทัล ดึง 3 กูรูแฟชั่นแถวหน้าเมืองไทย นำ 15 แบรนด์ไทยฉายแววปัง บนรันเวย์แฟชั่นครั้งใหญ่ LINE FASHION ANNUALE 2021 (ไลน์ แฟชั่น แอนนัวเล่ 2021) เชิญผู้เชี่ยวชาญ แฟชั่นแถวหน้าของไทย ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช คุณฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี และคุณปุ๊ก จงกล พลาฤทธิ์ บรรณาธิการแฟชั่น นิตยสาร โว้ก ประเทศไทย ให้ความรู้เทรนด์การออกแบบและการทำธุรกิจแฟชั่นแก่ 15 แบรนด์ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่จะจัดแสดงคอลเลคชั่น บนรันเวย์แบบไฮบริดครั้งแรกของไทยในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากทั้ง 15 ทีมต้องฝ่าฟันผ่านการคัดเลือกจากกว่า 500 ทีมเข้ามาถึงรอบสุดท้าย ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้รับประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านกระบวนการกรูมมิ่งและเวิร์คช้อปกับมืออาชีพแถวหน้าของเมืองไทย เพื่อพัฒนาแนวคิดทักษะฝีมือทุกมิติ ทั้งแฟชั่น การตลาด และดิจิทัล เริ่มต้นด้วยกิจกรรมปฐมนิเทศน์บอกเล่า 4 เทคนิคจำเป็น ที่แบรนด์แฟชั่นไทยต้องมีในโลกแฟชั่นยุคนี้ เรื่องเล่าโดดเด่นเป็นกระแสได้อย่างดี ปุ๊ก-จงกล พลาฤทธิ์ แฟชั่นไดเร็กเตอร์ Vogue แนะนำว่า การที่แบรนด์มีเรื่องราว story telling จะทำให้สามารถมีบทสนทนา ใหม่ๆกับลูกค้าได้เสมอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจในตัวตนของแบรนด์ได้อย่างมาก ผู้ประกอบการต้องกลับไปทำความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาคิดออกแบบแล้วทดลองสื่อสารกับลูกค้า อย่างเช่น หลายๆ แบรนด์ปัจจุบันมีการทำสินค้ารักษ์โลก เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วนำปัจจัยนี้ไปประกอบการเล่าเรื่อง Story Telling ที่สุดท้ายแล้วเพิ่มมูลค่า เพิ่ม Value เพื่อส่วนรวมและสังคมได้ คุณปุ๊ก ได้ยกตัวอย่างแบรนด์ไทยที่เป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมอย่าง BOYY Bag เมื่อมาถึงจุดธุรกิจที่ค่อนข้างอิ่มตัว เขาสามารถสร้างบทสนทนาใหม่ โดยออกแบบกระเป๋าที่เป็น Upcycling มาสร้างเป็นคอลเลคชั่นใหม่เรียกว่า BOYY UP นำกระเป๋าโครงสร้างเดิมแต่เปลี่ยนมาใช้วัสดุจากอีกแพทเทิร์นหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ เป็นการใช้วัสดุและวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาออกแบบและประกอบร่างใหม่เพื่อสร้างรูปทรงและตัวตนที่ไม่เหมือนเดิม เป็นคอลเลคชั่นที่ขายดี เพราะมีความชาญฉลาดในการเล่าเรื่องใหม่ที่เล่าผ่านกระแสความยั่งยืนนั่นเอง สต็อคค้างมีได้แต่ต้องรู้จักจัดการ ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช กล่าวเสริมถึงการจัดการแบรนด์ โดยเฉพาะเรื่องเคลียร์สต็อกว่าเป็นอีกส่วนที่สำคัญ ไม่ว่าจะนำมาอยู่ในรูปแบบ New Form หรือ Re-Construction ต้องทำให้สต็อกมีชีวิตใหม่ขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนำเสื้อผ้าเก่ามาดีไซน์เป็นชิ้นงานใหม่ เป็นต้น ผู้ประกอบการต้องมองถึงคุณค่าของแบรนด์ที่อยากส่งต่อ ต้องศึกษาภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมแฟชั่น แล้วนำมาสู่การพลิกแพลงผลงานให้มีคุณค่า ทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับ ควบคู่ไปกับความอยู่รอดของบริษัท นอกจากนั้น ต้องมีความสามารถบริหารจัดการสต็อก ทำให้มีเงินหมุนเวียนได้ ซึ่งป้าตือ เล่าถึงกรณีศึกษาของแบรนด์หนึ่งว่า ทุกครั้งที่ทำคอลเลคชั่นจะไม่ใช้เงินทุนที่ได้จากกำไรของคอลเลคชั่นที่ผ่านมา แต่จะตั้งงบประมาณแยกขึ้นมาสำหรับแต่ละโปรเจคเพื่อควบคุมกำไรขาดทุนและวิธีการทำงานได้ง่ายกว่า ทำให้สามารถมีเงินสำรองไว้รันธุรกิจต่อไปได้ Passion ต้องชัด ความอินเตอร์ต้องมี ฟอร์ด-กุลวิทย์เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร Vogue Thailand กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องแสดงออกถึง Passion ของตนเองให้ชัดเจน เอาจุดแข็งออกมานำเสนอ แฟชั่น คือ เรื่องการดีไซน์ทุกองค์ประกอบ มันคือการขายผลงานการออกแบบ ไม่ใช่แค่เรื่องของงานผ้า เช่น หากวัสดุมีเรื่องราว มีจุดเด่น ก็ควรส่งเสริมคุณค่าของวัสดุที่นำมาใช้ สื่อสารถึงที่มาของสินค้าโดยแสดงออกถึงความจริงใจ การแสดงตัวตนที่ชัดเจน ต้องมีคู่ไปกับความเป็นอินเตอร์เสมอ ถือเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับคอลเลคชั่น ไม่ใช่แค่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายแล้วเกิดการซื้อเท่านั้น แต่ต้องเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เกิด Community ของผู้ที่ใช้สินค้าของเรา เครื่องมือออนไลน์ ไม่ใช่แค่ขาย แต่ใช้บริหารข้อมูลลูกค้า เหล่ากูรูยังแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้ทักษะการสื่อสารที่ถูกต้อง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์นำเสนอสินค้าด้วยวิธีการใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเน้นขายสินค้าเสมอไป แต่ควรเปลี่ยนมาสนองตอบความต้องการของลูกค้าให้ได้มากกว่า โดยเริ่มจากศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ทำสถิติลูกค้า Active ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงฉับไวจนต้องวางแผนกันแบบเดือนต่อเดือน โดย ป้าตือ ได้แนะนำเทคนิคครองใจลูกค้าจากประสบการณ์ด้านออนไลน์ของตนเองว่า ต้องค่อยๆสร้างฐานลูกค้าจากกลุ่มคนทั่วไปให้รู้จักแบรนด์ของเราก่อน แล้วจับเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพราะหากเริ่มต้นจากกลุ่มเล็ก และนำเสนอเฉพาะกลุ่ม จะทำให้ลูกค้าส่วนมากคิดว่าแบรนด์นี้ไม่ได้ทำมาเพื่อตัวเขา แบรนด์นี้ก็จะไม่ได้รับความสนใจต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผู้ประกอบการสามารถเก็บข้อมูลและศึกษาข้อมูลลูกค้า ได้จากช่องทางออนไลน์ เพียงเริ่มต้น ก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่ทั้ง 15 แบรนด์แฟชั่นไทย ต้องนำไปใช้และปรับปรุงพัฒนางานของตน แต่จะเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ ตรงใจลูกค้าอย่างเราๆ ได้แค่ไหน ต้องเตรียมติดตามบนเวที LINE FASHION ANNUALE 2021 รันเวย์แบบไฮบริดครั้งแรกของไทยในเดือนกรกฎาคมนี้ และสำหรับผู้ประกอบารแฟชั่น ที่อยากได้รับความรู้ เพื่อร่วมพัฒนาแบรนด์ของตัวเองไปด้วยกัน สามารถรอติดตามชม ซีรี่ส์เรียลลิตี้ Behind the Stage – LINE FASHION ANNUALE 2021 ผ่าน LINE TV และติดตามความเคลื่อนไหวของงานได้ทาง LINE Official Account: LINE for Business (@linebizth)
- Yamaha Aerox 155
Yamaha Aerox 155 ที่สุดแห่งความเร้าใจ สายพันธุ์สปอร์ตออโตเมติก อัจฉริยะ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 สปอร์ตออโตเมติก ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก เป็นสปอร์ตอัจฉริยะ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่รอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series พร้อม Y-Connect เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ ครั้งแรกในประเทศไทยของรถคลาส 150 ซีซี. เชื่อมต่อข้อมูลรถเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ทันสมัยทุกการใช้งาน และมั่นใจในการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 รถออโตเมติกที่มีรูปทรงโฉบเฉี่ยว ให้อารมณ์สปอร์ตมาเต็ม แถมการออก แบบและออฟชั่นใส่มาให้จุใจ ด้วยรูปทรงของรถที่ออกมาในแบบสปอร์ตเต็มพิกัด ดีไซน์ชุดแฟริ่งแบบสปอร์ต พร้อมลวดลายกราฟฟิค และสีตัวถังใหม่ ไฟหน้าคู่ TWIN LED HEADLIGHTS ดุดัน เบาะดีไซน์ 2 ระดับให้อารมณ์แบบรถสปอร์ต พร้อมที่เก็บของใต้เบาะ U-Box ขนาดใหญ่ 25 ลิตร ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้สบายๆ และยังสามารถเก็บสัมภาระอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำ ชุดเรือนไมล์หน้าจอดิจิทัลแบบ LCD สปอร์ต เร้าใจด้วยกราฟิกแสดงผลวัดรอบแบบใหม่ พร้อมแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่น รวมทั้งการเชื่อมต่อกับ แอพพลิเคชั่น Y-Connect และฟังก์ชั่นใหม่ สวิตซ์เปลี่ยนโหมดหน้าจอง่าย ที่แฮนด์ซ้าย หรูสุดด้วย Smart Key System ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ เฉพาะรุ่น ABS สะดวกสบายในการเปิดหรือปิดสตาร์ท หรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อคแฮนด์ ปลดล็อคเบาะ ปลดล็อคฝาถังน้ำมัน พร้อมปุ่ม Answer Back Key และลูกบิดแบบเตาแก็ส รวมไปถึง START & STOP SYSTEM ระบบดับเครื่อง ยนต์อัตโนมัติ ตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วย ช่องเสียบเพื่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ โฉบเฉี่ยวด้วยช่วงท้ายสั้น และไฟท้ายใหม่ TAILLI GHT แบบ LED ดีไซน์ตามแบบฉบับรถสายพันธุ์สปอร์ต สว่างชัดเจน เพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น สอดรับอารมณ์ซูเปอร์สปอร์ต พร้อมที่จับกันตกแบบ บิ้วท์อิน ซึ่ง ถูกออกแบบให้เป็นรถออโตเมติกที่มีความสปอร์ต และเร้าใจที่สุด สปอร์ตสุดไฮเทค ฝาเปิดถังน้ำมันกลางตัวรถ เติมน้ำมันสะดวก, ช่องต่อชาร์จแบตมือถือหรือไฟสำรอง พร้อมช่องเก็บของด้านหน้า เบาะนั่งตอนเดียว ยกระดับผู้ซ้อนท้าย สำหรับระบบช่วงล่างของ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 ในรุ่น R-Version ถือเป็นไฮไลท์เด็ด เพราะมาพร้อมความสปอร์ตเร้าใจเต็มพิกัด อ็อปชั่นจัดเต็มที่สุดในคลาส โช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค ส่วนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพแก็สซับแทงค์แยก แบบยูนิตสวิง หรือ โช้คอัพคู่ ซึ่งเป็นรถรุ่นเดียวในคลาสที่ติดตั้งโช้คอัพแก็สมาให้จากโรงงาน เบรกหน้า จะมากับจานดิสก์เบรก ทรงกลม ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรก จะมีระบบเบรก ABS ป้อง กันล้อล็อคที่เบรกหน้ามาให้ด้วย ไฮไลท์เด็ดของ Yamaha Aerox 155 ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมาพร้อมกับยางหน้าหลังขนาดใหญ่ รองรับกับการขับขี่ที่สปอร์ตเร้าใจเต็มอารมณ์ โดยด้านหน้ามาพร้อมขนาดยางที่ 110/80-14 ส่วนด้านหลังขนาด 140/70-14 ซึ่งถือเป็นขนาดยางที่ใหญ่ที่สุดในคลาสพิกัด 150 ซีซี. สำหรับขุมพลังเครื่องยนต์ถือเป็นจุดขายสำคัญของ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์บลูคอร์ ขนาด 155 ซีซี. 1 สูบ 4 จังหวะ SOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระ บบหัวฉีด กระบอกสูบแบบไดอาซิล แข็งแกร่ง ทน ทาน และระบายความร้อนได้ดี อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่จะทำ งานตั้งแต่ 6,000 รอบ ต่อนาทีขึ้นไป ช่วยมอบอัตราเร่งที่จัดจ้าน ขี่สนุก ตั้งแต่รอบกลางไปจนถึงรอบสูง เนื่องจาก ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 เป็นรถที่มีเบาะนั่งค่อนข้างสูง ทำให้อาจมีปัญหากับคนที่มีความสูงน้อยกว่า 170 บ้าง ในขณะจอด แต่ก็ยังสามารถควบคุมรถขณะจอดนิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา สำหรับคนที่สูง 170 ซม.ขึ้นไปเท้าทั้ง 2 ข้างจะสามารถเหยียบได้เต็มพื้นราบ คะ สรุป….จากการขับขี่ ท่องเกาะรัตนโกสินทร์ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 ให้ความสปอร์ตเร้าใจในทุกจังหวะ การบิดคันเร่ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ ที่สามารถให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ บลูคอร์ ขนาด 155 ซีซี. พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ทรงพลังด้วยกำลัง 15.4 แรงม้า ที่ 8,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 13.9 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงตั้งแต่ออกตัว พร้อมตอบสนองดีเยี่ยมทุกอัตราเร่งสไตล์รถสปอร์ต ระบบระบาย ความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ พร้อมลูกสูบแบบ Forged แข็งแกร่ง ทนทาน มีพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ความจุ 25 ลิตร เก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ และเติมน้ำ มัน ได้ง่ายด้วยฝาถังน้ำมันด้านหน้า ถังน้ำมันเชื้อเพลิงใหญ่ขึ้นเป็น 5.5 ลิตร เติมน้ำมันได้มากขึ้น ไปได้ไกลกว่า ท่าทางการขับขี่ จะมีลักษณะที่สปอร์ต ตำแหน่งแฮนด์จะอยู่ต่ำเล็กน้อย และมีความกระชับไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ท่าทางการขับขี่ที่สบาย ไม่เมื่อยล้า สำหรับสมรรถนะการขับขี่ของ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 นั้น จุดนี้ไร้ที่ติ อัตราเร่งให้การตอบสนองที่ดี คันเร่ง ติดมือ ขี่สนุก จังหวะเร่งแซง หรือต้องการใช้ความเร็วสามารถทำได้อย่างเฉียบขาด โดยระบบวาล์วแปรผันVVA ที่ทำงานตั้งแต่ 6,000 รอบขึ้นไป ส่งความเร้าใจในการขับขี่ขึ้นไปอีกระดับ ทำให้ความเร็วตั้งแต่รอบกลางไปจนถึงปลายทำได้ดีกว่ารถออโตเมติกทั่วๆ ไป เป็นรถที่ออกตัวดี คันเร่งในรอบต้นจี๊ดจ๊าด ให้การขับขี่ที่สนุก เป็นรถออโตเมติกที่ให้การขับขี่ ที่สปอร์ตขนานแท้ โช้คอัพหลังแบบซับแทงค์ที่ซับแรงกระแทกได้ดี ผนวกกับขนาดยางหน้า-หลังที่ใหญ่กว่ารถออโตเมติกในคลาส 150 ซีซี. ทั่วๆ ไป ทำให้มั่นใจในการยึดเกาะถนน รองรับกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยการเซ็ทอัพช่วงล่างที่ออกแบบให้มีความแข็ง และลงตัว เพื่อรองรับกับการขับขี่แบบสปอร์ต ส่วนระบบเบรกที่เน้นการขับขี่ที่ปลอดภัย ด้วยระบบ ABS หนึบ ยามต้องการ ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัดด้วย Stop & Start System ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ พร้อม Smart Motor Generation เครื่องยนต์จะหยุดทำ งาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที และเครื่องยนต์จะดับทันทีในกรณี ที่ขับขี่มาด้วยความเร็วแล้วเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้ง เทคโนโลยีใหม่ ไฮเทคเหนือชั้นแอพลิเคชั่น Y-Connect เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำ โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟน อย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวก สบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่น คือ - แจ้งเตือนการบำรุงรักษา สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษา โดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน - แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่า ให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่า ที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ - แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำ แหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ใน ลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี - แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ - ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น - แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน - แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์ - แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน และนี่ก็คือข้อมูลบางส่วนของ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 ที่ต้องบอกว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตออโตเมติกขนานแท้ ซึ่งท่านใดที่ชื่นชอบ หรือมองหารถ มอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ง่าย และมีความเป็นสปอร์ต เชื่อว่าต้องไม่พลาดที่จะเป็นเจ้าของ ยามาฮ่า แอร็อกซ์ 155 สัมผัสตัวจริงได้แล้ววันนี้ ที่ตัวแทน หรือร้านจำหน่ายรถ จักรยานยนต์ยามาฮ่า ทั่วประเทศ #YamahaAerox155 #ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Honda LPGA Thailand 2021
ทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสตรีระดับโลก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” พร้อมจัดในรูปแบบสนามปิด ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50 ล้านบาท พร้อมลุ้นรางวัลโฮลอินวัน รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด มูลค่า 1.799 ล้านบาท วันที่ 6-9 พฤษภาคม 2564 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี (กรุงเทพฯ – 20 เมษายน 2564) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ไอเอ็มจี แจ้งจัดการ แข่งขันทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสตรีระดับโลก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” นำทัพโปรกอล์ฟสาวชั้นแนวหน้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 70 คน เพื่อมาร่วมประชันวงสวิงชิงเงินรางวัลรวม 50 ล้านบาท และลุ้นรางวัลพิเศษ รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH มูลค่า 1,799,000 บาท กับการทำโฮลอินวันหลุมที่ 16 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จังหวัดชลบุรี โดยจัดการแข่งขันในวันที่ 6 - 9 พฤษภาคม 2564 และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย การแข่งขันในปีนี้จึงกำหนดจัดในรูปแบบสนามปิด เพื่อลดการติดต่อสัมผัสระหว่างบุคคลภายใต้ข้อกำหนดและการกำกับดูแลของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขันไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก แฟนกอล์ฟชาวไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com หรือแอปพลิเคชัน PPTVHD36 มิสวินนี่ เฮง รองประธานและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “สำหรับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เราได้รับการตอบรับจากนักกอล์ฟระดับโลกจำนวนกว่า 70 คน เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักในการจัดการแข่งขัน ยังคงมุ่งมั่นให้เป็นเวทีในการสร้างแรงบันดาลใจและความรักในกีฬากอล์ฟให้กับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะเยาวชนไทย เพื่อร่วมผลักดันให้ได้ก้าวสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ และเป็นเส้นทางก้าวตามความฝันสู่การเป็นนักกอล์ฟอาชีพในการเข้าร่วมการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ระดับโลก นอกจากงานครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวงการกอล์ฟของเมืองไทยและช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมเมื่อมีการเปิดประเทศในอนาคต การสร้างความมั่นใจต่อชาวต่างชาติถึงความปลอดภัยในการมาร่วมกิจกรรมกอล์ฟและท่องเที่ยวในเมืองไทย ที่มีมาตรฐานสุขอนามัย SHA รองรับ จะทำให้ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง” “การแข่งขันในปีนี้กำหนดจัดในรูปแบบสนามปิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักกอล์ฟและผู้ที่เกี่ยวข้องในงานนี้ โดยเราได้ขอความอนุเคราะห์ให้การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดตั้งสถานที่กักกันในรูปแบบเฉพาะองค์กร Organizational Quarantine – (OQ) สำหรับนักกีฬาทุกคนที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน ตามข้อกำหนดของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โดยยื่นเรื่องเสนอต่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนจะได้รับการอนุมัติการจัดการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อยจากทาง ศบค. ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เหล่านักกอล์ฟสาวระดับโลกที่จะเดินทางมาร่วมแข่งขันที่ประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในงานนี้ทุกภาคส่วนให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่นมากที่สุด โดยตลอดระยะเวลาการจัดงาน เราจะปฏิบัติตามข้อกำหนดและคำแนะนำของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 ประสบความสำเร็จดั่งที่คาดหวังไว้” วินนี่ เฮง กล่าวเสริม สำหรับปีนี้ ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เตรียมเงินรางวัลรวม 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 50 ล้านบาท สำหรับผู้ชนะ รวมถึงรางวัลพิเศษ รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH มูลค่า 1,799,000 บาท สำหรับผู้เล่นคนแรกที่สามารถทำโฮลอินวันในหลุมที่ 16 ในส่วนของรายชื่อนักกอล์ฟที่จะมาร่วมลงแข่งขันในปีนี้ กว่า 70 คน มีความโดดเด่นเหมือนเช่นทุกปี โดยได้รับการตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันจากเหล่านักกอล์ฟหญิงระดับโลก จากการจัดอันดับของ LPGA ทั้งเอมี่ หยาง (Amy Yang) แชมป์คนล่าสุดของรายการ Honda LPGA Thailand 2019 แดเนียล คัง (Danielle Kang) โปรสาว อเมริกัน มือ 5 ของโลก มินจี ลี (Minjee Lee) รองแชมป์ปี 2019 จากออสเตรเลีย แกบี้ โลเปซ (Gaby Lopez) จากเม็กซิโก แชมป์รายการไดมอนด์ รีสอร์ท ทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปี้ยนส์ ปี 2020 รวมทั้งนักกอล์ฟขวัญใจชาวไทย ได้แก่ "โปรเม" เอรียา จุฑานุกาล "โปรโม" โมรียา จุฑานุกาล "โปรจูเนียร์" จัสมิน สุวัณณะปุระ "โปรแหวน" พรอนงค์ เพชรล้ำ และ"โปรเมียว" ปาจรีย์ อนันต์นฤการ และผู้ชนะการแข่งขันระดับโลกเบื้องต้น 4 คน จาก 4 รายการ ได้แก่ “โปรแพตตี้” หรือ “โปรเหมียว” ปภังกร ธวัชธนกิจ ที่ทำความฝันสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ LPGA Tour รายการแรก เอเอ็นเอ อินสไปเรชั่น 2021 ได้สำเร็จ และที่สำคัญเป็นแชมป์เมเจอร์แรกในชีวิต แมดเดลีน แซกสตรอม จากสวีเดน เจ้าของแชมป์ เกนบริดจ์ แอลพีจีเอ แอท โบคา ริโอ ฮียอง ปาร์ค โปรกอล์ฟวัย 33 ปี จากเกาหลีใต้ เจ้าของแชมป์ ไอเอสพีเอส ฮันด้า วิค โอเพ่น ปี 2020 โซเฟีย โปปอฟ จากเยอรมนี เจ้าของแชมป์เมเจอร์ รายการ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น 2020 ร่วมด้วยนักกอล์ฟหญิงไทย ผู้ชนะจากการแข่งขัน รายการ Honda LPGA Thailand National Qualifiers ได้แก่ “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน โดยในจำนวนนักกีฬากว่า 70 คนนี้ ยังรวมถึงนักกอล์ฟรับเชิญ 9 คนจากผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน ซึ่งล้วนเป็นนักกอล์ฟฝีมือเยี่ยมที่มีชื่อเสียงระดับโลก และหนึ่งในนั้นคือ “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟมือ 1 รายการไทยแอลพีจีเอฤดูกาล 2021 “โปรเหมียว” แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ กล่าวผ่านกิจกรรม Honda LPGA Thailand 2021 Player Forum ว่า “เหมียวเคยเล่นในฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ แล้ว 2 ครั้ง ปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มาเล่นในฐานะโปร ก็รู้สึกตื่นเต้นมากค่ะ เชื่อว่าโปรกอล์ฟทุกคนพร้อมแล้วที่จะมาดวลฝีมือกันให้แฟน ๆ ได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ในทัวร์นาเมนต์นี้ เชื่อมั่นว่าการจัดการแข่งขันในรูปแบบสนามปิด แม้จะไม่สามารถเข้ามาร่วมเชียร์ในสนามได้ จะยังคงให้ความสนุกสนานแก่แฟนกอล์ฟทุกท่าน และขอให้แฟนๆช่วยกันเชียร์พวกเรานักกอล์ฟทุกคนด้วยนะคะ” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารของการแข่งขันรายการ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” ได้ที่ www.hondalpgathailand.com และ www.facebook.com/lpgaThailand และชมการถ่ายทอดสดทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com หรือแอปพลิเคชัน PPTV HD36
- itel Mobile Introduces Vision2, a New Smartphone
itel Mobile เปิดตัว Vision2 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ สเปกแน่น ครบครัน ราคาเริ่มต้น 3,190 บาท ไอเทล ไทยแลนด์ เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด itel Vision2 ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ไทย เอาใจผู้บริโภคที่ต้องการมือถือในราคาไม่แพงมาก แต่คุณภาพและฟีเจอร์ครบครัน รองรับระบบ 4G ใช้งานแอพฯเป๋าตังค์ เราชนะ ม33เรารักกัน และแอพฯธนาคารต่างๆ ไอเทล ไทยแลนด์ ร่วมกับตัวแทนจำหน่ายบริษัท วายเอ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด itel Vision2 พร้อมกับสโลแกน “Vision in Style” ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร พร้อมกล้อง 13 ล้านพิกเซล แรม 3 จิ๊กกะไบต์ รอม 64 จิ๊กกะไบต์ เน้นฟีเจอร์หน้าจอขนาดใหญ่กว่าเดิม แบตเตอรี่ทนทาน ใช้งานได้ยาวนานกว่า ไม่เพียงเท่านี้ยังมีระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ดีด้วย AI Power Master ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการโทรศัพท์มือถือที่มีฟีเจอร์หลากหลาย คุณภาพครบเกินราคา นายเจสัน เฉิน ผู้จัดการ ไอเทล ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า itel Mobile อยู่ภายใต้ความดูแลของ itel Mobile Limited สำนักงานใหญ่ฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Transsion Holdings โดย itel Mobile มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น็้นณษดดดอันดับ 1 ของโลก ด้านฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนาของตัวเอง จึงมั่นใจได้เต็มร้อยว่ามีบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานร่วมกับบริษัท Carlcare Service ที่มีบริการรับส่งเครื่องซ่อมและเคลมถึงหน้าร้าน การันตีการซ่อมและส่งเครื่องคืนภายใน 7 วันทำการ โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องรับภาระด้านค่าขนส่งอีกด้วย นายเจสัน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า itel Vision2 โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการมีมือถือไว้ใช้งานแบบครบครัน ในราคาย่อมเยา มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.6” HD+ Dot-notch display, 90% Screen-to-body Ratio ดีไซน์หน้าจอได้อย่างสวยงามและบางเพียง 8.3 มม. ที่มาพร้อมกับระบบ Multi Touch บนหน้าจอได้ถึง 5 จุด มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 4000mAh และยังมีระบบช่วยจัดการแบตเตอรี่ AI Power Master ทำให้ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานมากขึ้น และไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดไว อีกทั้งยังมีความพิเศษไม่ซ้ำใครด้วยกล้องหน้า 8MP FF ที่สามารถระบุเพศและอายุของผู้ใช้งานได้อีกด้วย ทั้งสะดวกสบายและไม่เหมือนใคร ส่วนกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลัก ความละเอียด 13MP กล้อง Macro ความละเอียด 2MP และกล้อง Depth QVGA ที่สามารถจับภาพได้อย่างคมชัด ทำให้ได้สีสันที่สมจริงและรายละเอียดหลากหลายมิติยิ่งขึ้น ซึ่งมีให้เลือก 2 สี คือสี Gradation Green และสี Deep Blue นายเจสัน ระบุว่า itel Vision2 เป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ รองรับสัญญาณเครือข่าย 4G LTE สามารถใส่ซิมได้ถึง 2 ซิม ดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบ unibody มากขึ้น มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย กระชับมือ ใช้งานได้อย่างง่ายดาย มีระบบความปลอดภัยด้วยการปลดล็อคด้วยใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ Splash proof & Dust-proof ช่วยกันละอองน้ำและฝุ่น เพราะตัวเครื่องมาพร้อมกับ RAM 3GB และซีพียู Octa-core1.6GHz CPU ความจำของเครื่อง ROM 64 GB เล่นเกมไหลลื่นมากยิ่งขึ้น เช่น ROV สามารถปรับได้สูงถึง 60 Frame rate และสามารถเพิ่มพื้นที่ในหน่วยความจำอื่นๆ ได้สูงสุดถึง 128 GB และยังเหลือพื้นที่ในการจัดเก็บรูปถ่าย วีดีโอ หรือแอพฯต่างๆ ที่สำคัญ itel Vision2 รุ่นนี้มีการรับประกันนานสูงสุดถึง 12 เดือน และ ฟรี! ประกันจอแตกนานสูงสุดถึง 6 เดือน จากคาร์ลแคร์เซอร์วิสอีกด้วย คุณภาพสุดคุ้ม เปิดตัวขายในประเทศไทย เริ่มต้นเพียง 3,190 บาท ช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ Lazada: คลิก! https://bit.ly/36qDOZ7 Shopee: คลิก! https://bit.ly/2NTetRb ข้อมูลเครื่อง 4,000mAh Battery Fashionable design CPU Octa-core1.6GHz CPU 6.6” HD+ Dot-notch display with 8.3mm slim body design 64GB ROM, 3GB RAM Splash proof & Dust-proof Color: Gradation Green & Deep Blue กล้องหน้า 8MP FF กล้องหลัง 13MP+2MP+QVGA ระบบสแกนนิ้วมือด้านหลัง/ปลดล็อกใบหน้า รับประกันนานสูงสุดถึง 12 เดือน ฟรี! ประกันจอแตก 6 เดือน รองรับการใช้งานแอพฯเป๋าตังค์ เราชนะ ม33เรารักกัน และแอพฯธนาคารต่างๆ
- EEC promotes 5G principles to develop "people" to manage community-based tourism
อีอีซีชู 5G มุ่งพัฒนา "คน" ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เตรียมความพร้อมก้าวสู่การพัฒนาพื้นที่ในเฟสสาม มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองยกระดับความปลอดภัย ติดตั้งและทดลองใช้ 5G ในตำบลบ้านฉางเพื่อบูรณาการสู่เมืองต้นแบบสมาร์ตซิตี พร้อมอบรมความรู้ชุมชนยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวยกระดับ 12 ชุมชนใน อีอีซี สร้างโมเดลการท่องเที่ยววิถีชุมชนยั่งยืน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ในบทบาทของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟความเร็วสูง เมืองการบินภาคตะวันออก และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด แต่อีอีซียังมีพันธกิจและบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่อีอีซีให้ความสำคัญในปีนี้ นาง ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการด้านเศรษฐกิจมหาภาค สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เล่าว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี แบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนหลักได้แก่ งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการส่วนต่อขยายของท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง งานยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น งานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเมื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคืบหน้าไปได้ตามเป้าหมายแล้ว ในปี 2564 นี้ อีอีซี จึงมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชน การพัฒนาชุมชนตามแนวทางของอีอีซีมีงานที่สำคัญในหลายส่วนด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโครงข่าย 5G และการนำร่องการประยุกต์ใช้ 5G ที่ตำบลบ้านฉางเป็นพื้นที่เมืองต้นแบบ สมาร์ทซิตี้เมืองน่าอยู่ ที่มีการวางแผนการจัดการให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นายปรมินทร์ แสงศักดิ์สิทธารถ รองปลัดเทศบาลตำบลบ้านฉาง ให้ข้อมูลว่า ตำบลบ้านฉางเป็นเมืองที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเพราะมีนิคมอุตสาหกรรมเอเชียและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่ด้านทิศตะวันออก จึงมีปัญหาเรื่องมลพิษ จึงเป็นความท้าทายในการยกระดับให้ตำบลเป็นเมืองน่าอยู่ เมื่อปี 2562 มีการจัดทำบ้านฉางโมเดลเพื่อเป็นเมืองต้นแบบและได้รับการสนับสนุนจากอีอีซีและบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ในการติดตั้ง 5G ช่วยให้การทำสมาร์ตซิตีเกิดขึ้นได้จริง เทศบาลตำบาลบ้านฉาง มีการติดตั้งระบบ 5G และ เสาอัจฉริยะที่สามารถเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ การจราจร โดยระบบเซ็นเซอร์บันทึกภาพและกล้องวีดิโอ เพื่อเฝ้าระวังติดตามความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงนำข้อมูลที่ได้รับประมวลผลบริหารจัดการให้เมืองมีความน่าอยู่มากขึ้น ที่ผ่านมามีเคสที่เกิดขึ้นจริง และได้ใช้ข้อมูลจากเสาอัจฉริยะในการคลี่คลายคดีอุบัติเหตุและคดีอื่นๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปีนี้เมื่อติดตั้งเสาอัจฉริยะครบ 146 จุด จะทำให้การทำงานของเมืองอัจฉริยะชัดเจนยิ่งขึ้น และในช่วงที่เศรษฐกิจบอบช้ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีอีซีได้จัดทำโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยววิถีชุมชน เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรายได้ดีเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี และภาคการท่องเที่ยวยังมีมูลค่าคิดเป็นประมาณ 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัด การยกระดับทักษะบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายจึงสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาอีอีซีเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนในหลายรูปแบบทั้งโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวผ่านกองทุนอีอีซีรวมถึงโครงการล่าสุดที่อีอีซีจัดทำโครงการฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งชุมชนตะเคียนเตี้ย เป็น 1 ใน 12 ชุมชนเป้าหมายที่อีอีซีมีแผนการยกระดับพัฒนาทักษะบุคลากร นาย วันวิวัฒน์ เกศวา รองผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์องค์กร สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า อีอีซีเห็นโอกาสในการส่งเสริมพัฒนาทักษะ อาชีพและสินค้าชุมชนภายใต้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน โดยคัดเลือกชุมชน 12 แห่งเข้าร่วมโครงการพัฒนาชุมชน ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นในรูปแบบ Demand Driven โดยจัดหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เช่น ที่ชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย แม้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง แต่ก็ยังต้องการอบรมในบางหลักสูตร เช่น การตลาดและการจัดทำแพ็คเกจท่องเที่ยว ซึ่งอีอีซีจะเข้าสนับสนุนในจุดนี้ ภายใต้กรอบการทำงานของอีอีซีในปี 2564 จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรเป็นลำดับแรก โดย ดร.ชลจิต กล่าวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาคนเป็นหัวใจของการพัฒนาอีอีซี โครงการต่าง ๆ ที่อีอีซีดำเนินการล้วนแล้วแต่ช่วยเพิ่มโอกาส ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาโครงการพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในการพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอีอีซีทั้งสิ้น การสร้างเมืองต้นแบบที่สำเร็จจึงไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคน ยกระดับความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการสร้างความสุข ยกระดับจิตใจ ท้ายที่สุดแล้วอีอีซีจะเป็นต้นแบบการพัฒนา ที่ภูมิภาคอื่นของประเทศสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกับได้อย่างยั่งยืน
- NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY
นิปปอนเพนต์ ส่ง “เวเธอร์บอนด์” เขย่าตลาดสีทาบ้านอัลตร้าพรีเมียม ชู NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY เทคโนโลยีสี ครบ จบ ทน ตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ผู้เชี่ยวชาญทุกงานสี นิปปอนเพนต์ เขย่าตลาดสีทาบ้านระดับอัลตร้าพรีเมียม ส่ง “สีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์” โฉมใหม่ ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มาพร้อมด้วย NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY ที่มีคุณสมบัติหลัก 4 Best อาทิ Best Shield ครบจบปัญหาสีลอกล่อน ทน 15 ปี Best Cover ครบจบปัญหารอยแตกลายงา Best Clean ครบจบปัญหาคราบสกปรก Best Reflection ครบจบปัญหาความร้อน ตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ผู้เชี่ยวชาญทุกงานสี นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตสีรายใหญ่อันดับ 1 ของเอเชีย อันดับ 4 ของโลกจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ผู้เชี่ยวชาญทุกงานสี ที่พร้อมเข้าใจและนำเสนอในทุก Total Coating Solutions นิปปอนเพนต์จึงให้ความสำคัญกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับสีทาบ้านหรือสีทาอาคาร ทั้งสีลอกล่อน รอยแตกลายงา การเกิดคราบด่าง คราบเกลือ ซึ่งมาจากหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการเลือกสีที่ดี มีคุณภาพ โดยจากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า ทั้งกลุ่มผู้บริโภค (B2C) และกลุ่มผู้ประกอบการโครงการ (B2B) อาทิ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา สถาปนิก ช่างสี เป็นต้น พบว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับเรื่องของสีที่ทนทานในการใช้งาน และคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะค่าแรงถือเป็นต้นทุนสำคัญ ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม บริษัทฯ จึงเปิดตัว “นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์” (Nippon Paint Weatherbond) สีทาภายนอก เกรดอัลตร้าพรีเมียม ที่พัฒนาและปรับสูตรใหม่ขึ้นด้วย NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY เทคโนโลยีสีครบ จบ ทน เพื่อตอบโจทย์เรื่องความครบของฟีเจอร์ที่จำเป็นต่อการใช้งาน โดยอาศัยจุดแข็งของนิปปอนเพนต์ที่เป็น Global Business Network มีเครือข่ายทั่วโลก มีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของนิปปอนเพนต์ การจะมาเป็นสีอันดับ 1 ของญี่ปุ่นและเอเชียได้ ต้องอาศัยการเรียนรู้และพัฒนาด้วยความใส่ใจและส่งผลทำให้นิปปอนเพนต์มีความเชี่ยวชาญ จนเป็นแบรนด์สียอดนิยมอันดับ 4 ของโลก ภายใต้แนวคิด “เพราะความใส่ใจ ทำให้เราเชี่ยวชาญ” นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาบ้านและอาคาร เกรดอัลตร้าพรีเมียม ทนทานนาน 15 ปี ที่มาพร้อมกับ NIPPON CROSS-LINK TEHNOLOGY เทคโนโลยีสี ครบ จบ ทน จากประเทศญี่ปุ่น เสริมสร้างความแข็งแกร่งของฟิล์มสีผนังบ้านภายนอก ทนทานทุกสภาวะอากาศ หมดปัญหาสีลอกล่อน ป้องกันการเกิดคราบด่างและคราบเกลือ ทั้งยังปกปิดรอยแตกลายงา ให้บ้านสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ และช่วยสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ หากเปรียบเทียบกับการทาสีเกรดทั่วไป อาจต้องทาใหม่ทุก ๆ 2-3 ปี ทั้งค่าสีและค่าแรง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ที่ทาครั้งเดียวทนทาน 15 ปี ถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนต่ำกว่าถึง 40% ” นายณรงค์ฤทธิ์ มาลัยนวล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์” เป็นสีทาภายนอก เกรดอัลตร้าพรีเมียม ที่ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความครบถ้วน ครอบคลุมการใช้งานจริง ทั้งด้าน feature การทำงานและความคุ้มค่า อันประกอบไปด้วย คุณสมบัติหลัก 4 Best คือ · Best Shield ครบจบปัญหาสีลอกล่อน ทนทานนาน 15 ปี เสริมสร้างความแข็งแกร่งของฟิล์มสี ป้องกันการเกิดคราบด่าง และคราบเกลือที่เป็นสาเหตุของปัญหาสีซีดจางและสีลอกล่อนเป็นฝุ่นผง สีไม่ลอกล่อน ทนทานนาน 15 ปี · Best Cover ครบจบปัญหารอยแตกลายงา และป้องกันความชื้นซึมเข้าผนัง ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ครบ จบ ทน ที่จะช่วยปกป้องผนัง จึงหมดปัญหาสีซีดจาง คราบด่าง คราบเกลือ สีบวมพอง และสีลอกล่อนอันมีสาเหตุมาจากผนังที่มีรอยแตกลายงา และเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ควรใช้คู่กับสีรองพื้นยืดหยุ่นสูง นิปปอนเพนต์ เฟล็กซี่ซีล (Nippon Paint Flexiseal) · Best Clean ครบจบปัญหาคราบสกปรกบนผนัง จากสภาวะอากาศ ด้วยประสิทธิภาพของฟิล์มสีที่แข็งแกร่ง ยึดเกาะดี ฟิล์มสีสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ (Self-Cleaning) ทำให้ฟิล์มสีสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ ป้องกันคราบสกปรกฝังลึกลงบนฟิล์มสีที่มาจากสภาวะอากาศ ฝุ่น หรือคราบเขม่าควันได้เป็นอย่างดี · Best Reflection ครบจบปัญหาความร้อนด้วยการสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ จากเทคโนโลยี Solar Reflect เทคโนโลยี Solar Reflect ช่วยสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ได้สูงสุดถึง 94% นอกจากนี้ฟิล์มสียังช่วยลดอุณหภูมิบนพื้นผิวได้สูงสุดถึง 12 องศาเซลเซียส ด้านกลยุทธ์การตลาดบริษัทฯใช้งบการตลาดราว 5% ของยอดขาย ในการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของแคมเปญโฆษณาสีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ ผ่านช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “ครบที่รุ่นนี้ สีเวเธอร์บอนด์” ที่มุ่งสื่อสารสร้างความเข้าใจใน NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY เทคโนโลยีสี ครบ จบ ทน และฟังก์ชันการใช้งานเพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าได้อย่างครบครันและถูกต้อง โดยแคมเปญสีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ เน้นที่สื่อออนไลน์เป็นหลัก และขยายการรับรู้ให้เข้าถึงผู้บริโภค ผ่านสื่อ Out of Home ไม่ว่าจะเป็น Digital Billboard ตามจุดสำคัญต่างๆ รอบกรุงเทพฯ แหล่งชุมชน เป็นต้น นอกจากนี้ทางบริษัทฯ มีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างครบถ้วน ทั้งโมเดิร์นเทรดชั้นนำ และตัวแทนจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ทั่วประเทศ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ weatherbond.nipponpaintdecor.com สำหรับตลาดสีทาบ้านและสีทาอาคารมีมูลค่าตลาดรวมต่อปีราว 22,000 ล้านบาท ลดลง 5- 7% สำหรับสีน้ำทาบ้านและอาคาร แบ่งออกเป็นตลาดสีทาบ้านระดับบน (Premium) 3,000-4,000 ล้านบาท ระดับปานกลาง (Medium) 4,000-5,000 ล้านบาท และระดับประหยัด (Economy) 2,000-3,000 ล้านบาท โดยตลาดสีทาบ้านระดับบนมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดได้อีกมาก อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าในครึ่งปีหลังภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้น หลังการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมทั้งแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เชื่อว่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักและทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมมีการขับเคลื่อนมากขึ้น หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบทำให้ผู้บริโภคและภาคเอกชนลดการใช้จ่าย ทำให้ลดหรือชะลอการปรับปรุงบ้าน อาคาร โรงงาน สำนักงานต่าง ๆ เป็นต้น ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ทั้งแนวราบ และอาคารสูงต่างชะลอการขึ้นโครงการใหม่ รวมถึงการล็อกดาวน์ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ จึงส่งผลกระทบในวงกว้าง
- Launching a big website! "Great pro traveling in Thailand, more amazing than before"
ททท. จัดดีลสุดร้อนแรง เปิดตัวเว็บไซต์ใหญ่! “มหาโปรเที่ยวไทย อะเมสซิ่ง ยิ่งกว่าเดิม”รวบรวมส่วนลดสุดปัง ทุกวันที่ 5 5 เดือน 5 ภูมิภาค การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ร่วมกับพันธ มิตร เดินเกมรุกกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภาย ในประเทศ เสิร์ฟโปรโมชั่นสุดอะเมสซิ่ง ชวนเที่ยวทั่วไทยในราคาพิเศษ พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์แหล่งรวมส่วนลดจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วเมือง ไทย ในโครงการ “มหาโปรเที่ยวไทย อะเมสซิ่งยิ่ง กว่าเดิม” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเมืองไทย อะเมสซิ่ง ยิ่งกว่าเดิม”โดยมี นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ในขณะนี้ วัคซีนโควิด-19 เริ่มทยอยแจกจ่ายให้ประชากรในหลาย ๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย ทำให้ภาพ การกลับมาของนักท่องเที่ยวเริ่มชัดเจนขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้เตรียมแผนกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยการเสนอขายสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ New Normal เกิดเป็นโครงการ มหาโปรเที่ยวไทย อะเมสซิ่ง ยิ่งกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด เที่ยวเมืองไทย อะเมสซิ่ง ยิ่งกว่าเดิม โดยร่วมกับพันธมิตร และผู้ประกอบการทั่วประเทศที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย (SHA) กว่า 100 ราย ในการร่วมมือกันจัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์ กระตุ้นความถี่ในการเดินทางภายในประเทศ โดยรวบรวมส่วนลดมากมายไว้ในเว็บไซต์ เที่ยวไทยอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาใช้จ่ายกับกิจ กรรมท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ การเที่ยวเมืองไทยนั้น อะเมสซิ่ง ยิ่งกว่าเดิม โดยได้รับความร่วมมือจาก 13 พันธมิตรสุดแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยราคาพิเศษจาก สายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์ รถเช่าเอวิส ไทยแลนด์ และนครชัยแอร์ บางจาก คอร์ปอเรชั่น มอบส่วนลดน้ำมันเครื่อง กิจกรรมท่องเที่ยวสุดเอ็กคลูซีฟในราคาสบายกระเป๋าจากเรือเจ้าพระยา ปริ้นเซส ทริปสุดประทับใจจากเลิฟ อันดามัน ทัวร์ราคาดี จาก ยูนิไทย ทราแวล รวมถึงที่พักราคาโดนใจ ที่ยกขบวนกันมาจาก เครือโรงแรม บีทู เครือโรงแรม กะตะ กรุ๊ป เครือโรงแรม ดุสิตธานี เครือโรงแรม ยูโฮเทล แอน รีสอร์ต และ เครือโรงแรม เอ็ม บี เค กรุ๊ป และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าธนาคารกรุงเทพสามารถใช้บัตรเครดิตร่วมกับทุกพันธมิตรได้ ทั้งนี้ในส่วนของโปรโมชั่นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.) “555 มหาโปร” ฮอตดีลสุดพิเศษ มีให้ชอปทุกวันที่ 5 เริ่มตั้งแต่เดือน เมษายน – สิงหาคม 2564 และ 2.) “โปร ปัง เปย์” ส่วนลดพร้อมเสิร์ฟ ทุกเดือน ให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนการเดินทางในราคาสบายกระเป๋า ชอปได้ตั้งแต่วันนี้ - กันยายน 2564 จองได้ทาง Website : เที่ยวไทยอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม http://bit.ly/3rRuG8d ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม Facebook Page : มหาโปรเที่ยวไทยอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม https://www.facebook.com/mahaprotiewthai *ดูข่าวเพิ่มเติมที่ : www.gpssentangfocus.com #มหาโปรเที่ยวไทยอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม #เที่ยวเมืองไทยอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #WorldTrip #www.gpssentangfochs.com
- Eat durian before anyone goes to Rayong
จังหวัดระยองจัดกระตุ้นท่องเที่ยวหลังโควิด ชูท่องเที่ยวเชิงเกษตร " จังหวัดระยอง จัดแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ผลไม้และ สวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยอง ปี2564 กระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำหรับนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มผู้ที่มีความชื่นชอบผลไม้ ด้วยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกที่ติดกับทะเล นอกจากทะเลที่สวยงามแล้ว ยัง มีสวนผลไม้จำนวนมาก เนื่องจากจังหวัดระยอง มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกส่งผลให้มีพืชเศรษฐกิที่สำคัญของจังหวัดมีจำนวนมาก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สัปปะรด และ สละ โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน - กรกฎาคม ของทุกปี จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยว แบะ สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวสวนผลไม้ ซึ่งในปัจจุบันได้รับกระแสนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนผลไม้ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมกับได้ลิ้ม ชิมรส ผลไม้สดๆจากสวนโดยตรง สำหรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปัจจุบันจังหวัดระยองมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 76 สวน เป็นสวนผลไม้ เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในลักษณะซื้อ ชั่ง นั่งทานในสวน และมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวสวนผลไม้ นั่งรถราง หรือเดินชมสวนเรียนรุ้สัมผัสวิถีเกษตร เลือกซื้อชิมทุเรียน มังคุด ลองกอง สละ จากสวนที่มีเอก ลักษณ์แตกต่างกัน ในฤดูกาลปี 2564นี้ ผลไม้จังหวัดระยอง จะเริ่มสุกแก่พร้อมให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ ได้รับประทาน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือน มิถุนายน เกษตรกรชาวสวนผลไม้ระยอง พร้อมให้ การต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีนายอนันต์ นาคนิยมรองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวเปิดงาน *ดูข่าวเพิ่มเติมที่:www.gpssentangfocus.com #กินทุเรียนก่อนใครไประยอง #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานระยอง #จังหวัดระยอง #WorldTrip #www.gpssentangfocus.com











