top of page

1423 results found with an empty search

  • New Mitsubishi Triton Athleys

    สู่ความสปอร์ตเต็มขั้นของกระบะ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’ ยกระดับสู่ความสปอร์ตเต็มขั้นโดยพัฒนาจากรุ่นสูงสุดของกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน หม่ เหนือชั้นด้วยสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนเส้นทางปกติ และเมื่อฝ่าอุปสรรคไปบนเส้นทางออฟโรดอันสมบุกสมบัน มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะ ที่ต้องการใช้งาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ คือการต่อยอดสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก คุณสมบัติ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ ถ่ายทอดจากประสบการณ์มากกว่า 40 ปีของตำนานรถกระบะมิตซูบิชิ เพื่อพัฒนารถกระบะที่ตอบสนองการใช้งานแบบไลฟ์สไตล์” “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ผสานอีกระดับของความสปอร์ตเข้ากับความแข็งแกร่งทนทาน มรรถนะการขับขี่ ความเชื่อมั่นไว้วางใจได้ และเทคโนโลยีทันสมัย” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม รูปลักษณ์ของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เต็มเปี่ยมด้วยความแกร่งที่โฉบเฉี่ยว พร้อมบุคลิกของรถกระบะระดับพรีเมียมสำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองที่คงความความแข็งแกร่งบึกบึน สมบูรณ์แบบสำหรับการโลดแล่นบนท้องถนนใจกลางเมืองและลุยฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางธรรมชาติ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ โดดเด่นโฉบเฉี่ยวด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ต ประกอบด้วย กระจังหน้าสีดำพร้อมกรอบกันชนดีไซน์ไดนามิกชิลด์ด้านหน้าสีดำ หลังคาสีดำพร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ด้านหลังของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ สะดุดตาด้วยดีไซน์ของมือเปิดกระบะท้ายและกันชนหลังสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนฝากระบะท้าย พร้อมชุดปูพื้นกระบะ แกร่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยกรอบกระจกมองข้างและสไตล์ลิ่งบาร์สีดำ พร้อมบันไดข้าง รวมถึงสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนแถบกราฟฟิกข้างตัวรถ ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ตกแต่งพิเศษด้วยเบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ทูโทนสีดำสลับสีส้ม พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ เดินด้ายสีส้มที่หัวเกียร์ แผงประตู และเบรกมือ วัสดุบุนุ่มกันกระแทกบริเวณหัวเข่า และฝากล่องเก็บของคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีส้ม พร้อมพรมห้องโดยสารปักสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ สีส้ม มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร มอบแรงบิดสูงสุดจากรถกระบะในระดับเดียวกันที่ 430 นิวตันเมตร 181 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สำหรับรุ่น Double-Cab PLUS ATHLETE AT และ Double-Cab 4WD ATHLETE AT มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ยังคงพร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ประกอบด้วย 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบFull-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูงพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD Low-Range with Locked Transfer) พร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารเทคโนโลยีอันทันสมัยใน มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ประกอบด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และ ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ ปลอดภัยด้วยโครงสร้างนิรภัยเหล็กกล้า RISE Body มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orange สีขาว White Diamond และสีดำ Jet Black Mica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ รุ่น Double-Cab Plus AT ATHLETE ราคาเริ่มต้น 1,035,000 บาท ไทรทัน แอทลีท ใหม่ รุ่น Double-Cab 4WD AT ATHLETE ราคาเริ่มต้น 1,146,000 บาท สัมผัสประสบการณ์ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’ จาก มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่ โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (มอเตอร์เอ็กซ์โป) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562

  • PTT-Toyota 15th Anniversary

    15 ปี ความร่วมมือ ปตท.- โตโยต้า เดินหน้าพัฒนาพลังงานสะอาด ก้าวนำเทคโนโลยีเชื้อเพลิงโลก จาก “ไบโอดีเซล – แก๊สโซฮอล์ – ซีเอ็นจี” พร้อมดันไทยสู่ยุค “ยานยนต์ไฟฟ้าและไฮโดรเจน” วันนี้ (15 พฤศจิกายน 2562) นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) นายยูคิโอะ โยชิดะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ปตท. และกลุ่มบริษัท โตโยต้า ประกอบด้วย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ร่วมเฉลิมฉลองในงาน “PTT-Toyota 15th Anniversary of Collaborative Research - Moving towards clean energy for Thailand’s Sustainability” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี แห่งความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงในยานยนต์ ระหว่าง สถาบันนวัตกรรม ปตท. และกลุ่มบริษัท โตโยต้า โดยทั้ง 2 พันธมิตรได้มีความร่วมมือกันอย่างยาวนานในการร่วม ค้นคว้า-วิจัยและพัฒนา เชื้อเพลิงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนร่วมสนับสนุนผลักดันนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนไทย นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม ปตท. เปิดเผยว่า สถาบันนวัตกรรม ปตท. และกลุ่มบริษัทโตโยต้า เป็นพันธมิตรกันอย่างยาวนานถึง 15 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 2547 จาก “โครงการวิจัยเรื่องเมล็ดสบู่ดำ” โครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อพัฒนาไบโอดีเซลในประเทศไทยร่วมกัน จากนั้นทั้ง ปตท. และ โตโยต้า ต่างสานต่อพระราชปณิธาน ร่วมมือกันศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ส่งผลให้คนไทยได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทนที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ ลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยถือได้ว่านับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่มีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทนอย่างหลากหลาย ทั้งแก๊สโซฮอล์ ที่ได้มาจากอ้อยและมันสำปะหลัง ไบโอดีเซลจากปาล์ม หรือแม้กระทั่งก๊าซธรรมชาติ (ซีเอ็นจี) จากแหล่งอ่าวไทยของเรา เป็นต้น ทั้งนี้การที่มีกลุ่มบริษัทโตโยต้าเป็นพันธมิตรทำให้เราสามารถร่วมกันทำการศึกษาผลกระทบ ของเชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้กับเครื่องยนต์ได้ ตัวอย่างของความสำเร็จของโครงการเช่น การศึกษาการใช้น้ำมัน ไบโอดีเซลร้อยละ 10 จนนำมาสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาเชื้อเพลิงเพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลิตผลทางเกษตรในราคาสูงขึ้นอีกด้วย สอดคล้องกับนโยบายของ ปตท. ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอย่างสมดุล 3 หลัก คือ การพัฒนาคน (People) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (Planet) และการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศ (Prosperity) นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาสภาวะราคาน้ำมันจะอยู่ในภาวะที่ปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศในปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ดีประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีวัตถุดิบที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการเพื่อผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกได้มากมาย ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ให้การสนับสนุน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาและใช้พลังงานทดแทนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโตโยต้าเองในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ของเราให้สามารถรองรับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่หลากหลาย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมของเราอีกด้วย บ. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจโดยยึดถือการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ควบคู่กับการพัฒนาสังคมไทยเป็นสำคัญ เราจึงมีความพยายามในการนำเสนอนวัตกรรมพลังงานทางเลือก ที่ทั้งประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและนโยบายของภาครัฐ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ไม่เพียงเฉพาะลูกค้าของโตโยต้า แต่ยังรวมไปถึงผู้ใช้รถที่พิจารณาเลือกใช้พลังงานทางเลือกในรูปแบบต่าง ๆ โดยภายใต้ความร่วมมือวิจัยและพัฒนาโครงการร่วมกับ ปตท. ในครั้งนี้ โตโยต้าได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนงบประมาณ รถยนต์ เครื่องยนต์ ตลอดจนชิ้นส่วนต่าง ๆ ในการทดลอง ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลแห่งความร่วมมือในครั้งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์เพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อโลกของเราต่อไป” นายยูคิโอะ โยชิดะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเล็งเห็นศักยภาพของประเทศด้านทรัพยากรชีวมวล ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงได้ จึงมีพระราชดำริส่งเสริมการพัฒนาและผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อสร้างความยั่งยืนทางด้านพลังงานให้กับ คนไทย ดังนั้นเพื่อดำเนินตามรอยพระราชดำริดังกล่าว บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จึงเดินหน้าและพัฒนายานยนต์ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 15 ปีแห่งความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงในยานยนต์ เราได้บรรลุความสำเร็จในโครงการสำคัญหลายโครงการ อาทิ การผลิตไบโอดีเซลจากต้นสบู่ดำ (Jatropha Biodiesel) น้ำมันดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ (Bio-hydrogenated Diesel) การผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย การผลิตเอทานอลจากฟางข้าว และชานอ้อย นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำคัญที่ได้ร่วมพัฒนาและเกิดผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์ อาทิ การใช้ B20 ในรถยนต์โตโยต้า ไอเอ็มวี (IMV) รถกระบะHilux, Fortuner,และ Hiace, Commuter, Majesty โดยไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ และ รถยนต์ โตโยต้า รุ่น Corolla Altis NGV สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติของไทยที่มีคุณภาพที่หลากหลายได้ ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายนี้ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร แต่ยังมีส่วนช่วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย ตลอดจนเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกด้วย” ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้ายว่า กว่า 20 ปี ในการดำเนินงานของ สถาบันนวัตกรรม ปตท. เรามีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาเชื้อเพลิงในยานยนต์ ในขณะที่กลุ่มบริษัทโตโยต้า เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยียานยนต์ ตลอดระยะเวลาแห่งความร่วมมือ 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้มีการนำเสนอผลการศึกษาต่อภาครัฐเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการกำหนดเป็นนโยบายพลังงานของประเทศ จาก “ไบโอดีเซล – แก๊สโซฮอล์ – ซีเอ็นจี” คือความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างกันที่เป็นรูปธรรม จนทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพในภูมิภาคนี้ ในวันนี้เราพร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุค “ยานยนต์ไฟฟ้าและไฮโดรเจน” ต่อไป

  • Toyota Mobility Foundation

    มูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้ต่อ ยอดความร่วมมือ ขยายผลสู่"โครงการพระราม 4 โมเดล" แก้ปัญหาการจราจรอย่างยั่งยืน นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากรกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมนายสุราษฎร์ เจริญชัยสกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่งตัว แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติดร.ศุภชัย ตั้งใจตรง รองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลง กรณ์ ,นายซิน อาโอยาม่า ประธานคณะเลขาธิการมูลนิธิโตโยต้า โมบิลีตี้ (Toyota Mobility Foundation) และนายนินนาท ไชยธีรภิญโญประธานคณะกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด ร่วมแถลงข่าวโครงการพระราม 4 โมเดล เพื่อการแก้ไขการจราจรอย่างยั่งยืน โครงการสาทรโมเดลเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2557 ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐจุฬาลงกรณ์ มูลนิธิโตโยต้า โมบิลีตี้ และบริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบบนถนนสาทรและบริเวณโดยรอบในรูปแบบต่างๆเช่นโครงการจอดแล้วจร, มาตรการรถรับส่ง ,มาตรการเหลื่อมเวลาทำงานและมาตรการบริหารจัดการจราจรเป็นต้น ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าการจราจรบนถนนสาทรมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น 12.6% โดยความเร็วในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 8.8 เป็น 14.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและความยาวแถวลดลง 1 กิโล เมตรในชั่วโมงเร่งด่วนซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมกัน ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดและขยายผลจากแผนงานของโครงการสาธโมเดล ภายใต้ชื่อ"โครงการพระราม 4 โมเดล" โดยมีจุดประสงค์ในการใช้ข้อมูลขั้นสูงเพื่อลดปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 4 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนา คม,กรุงเทพมหานคร,กอง บัญชาการตำรวจนครบาล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมูลนิธิโตโยต้าโมบิลีตี้ โดยมีระยะการดำเนินงานเป็นเวลา 18 เดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ถึงต้นปี 2564 ทั้งนี้มูลนิธิโตโยต้า ได้ให้การสนับสนุนเงิน 50 ล้านบาท เพื่อการดำเนินโครงการโดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรโดยใช้ข้อมูลอันหลากหลายอาทิเช่น ข้อมูล GPS จากรถของแกร็บ และรถขนส่งสาธารณะ ภาพจากกล้อง CCTV และเซ็นเซอร์ต่างๆร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์สภาพจราจรล่วงหน้า อย่าง AI และ Machine Learning ผนวกกับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยววชาญด้านเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจร(Mobility Expert) ทั้งจากภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา อาทิ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาบัย ,มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย(lntelligent Traffic lnformation Center:iTlC ) สารบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและ (Asian lnstitute of Technology) โดยมี Siametrics นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีความชำนาญด้านโมบิลีตี้อย่าง แกร็บ (Grab) และเวย์แคร์ (WayCare)โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถเข้าใจเงื่อนไขและสภาพการจราจร ณ ปัจจุบัน มีความเข้าใจแนวโน้มและรูปแบบการจราจรเพื่อจัดการปัญหาการจราจรในอนาคต หรือแม้กระทั่งเข้าใจรายละเอียดเชิงลึกเพื่อมาออกแบบเป็นระบบจราจรโครงข่ายการขนส่งและการปรับปรุงผังเมืองให้เหมาะสม #โครงการพระราม4โมเดล #มูลนิธิโตโยต้าโมบิลิตี้ #สาธรโมเดล #โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • PTT BRIC Superbike "The final field.

    “พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ 2019” สนามสุดท้ายมันส์หยด! “นครินทร์” เฉือน “จักรกฤษณ์” เข้าวินส่งท้ายปี “ฐิติพงศ์” ซิวโพเดี้ยมฉลองแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน ศึกบิดสองล้อชิงแชมป์ประเทศไทย “พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์” สนามสุดท้ายดวลความเร็วสุดมันส์ ลุ้นชัยชนะถึงโค้งสุดท้ายทุกคลาส โดยรุ่นใหญ่ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ อดีตนักบิดโมโตทรีจาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม เฉือนทีมเมท “บอล” จักรกฤษณ์ แสวงสวาท หน้าเส้นชัยผงาดคว้าแชมป์แรกของปีให้ตนเอง ขณะ “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม จบเรซอันดับ 3 ได้ฉลองแชมป์ประจำปี 3 สมัยซ้อนบนโพเดี้ยม จากเรซสุดเข้มข้นที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 ดวลความเร็วสนามสุดท้ายของปี ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ไฮไลต์ของสนามนี้ยังคงอยู่ที่คลาสใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 ที่ต้องชิงตำแหน่งรองแชมป์ประจำปีกันระหว่าง “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี และ “เบียร์” เฉลิมพล ผลไม้ คู่หูจาก ยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่ง ทีม ที่ต้องบดกับ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ อดีตนักบิดโมโตทรีเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ จาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม ขณะที่แชมป์ประจำปีตกเป็นของ “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งเก็บแต้มขาดลอยคว้าแชมป์ประจำปี 2019 ไปครองเรียบร้อยแล้ว ตำแหน่งโพลในเรซนี้เป็นของ นครินทร์ ขนาบข้างด้วยทีมเมทอย่าง จักรกฤษณ์ และ อนุชา จากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่ง ทีม ในกริดที่ 2 และ 3 ส่วน ฐิติพงศ์ ว ได้ออกตัวจากกริดที่ 4 โดยจังหวะออกสตาร์ทเป็น นครินทร์ ที่ออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ตามด้วย ฐิติพงศ์ ที่ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 2 ในรอบแรก อย่างไรก็ดี ในรอบที่ 4 จักรกฤษณ์ ที่เริ่มหาขีดการต่อสู้ของตัวเองได้นั้น ก็กลับมาสู้ในกลุ่มหน้า และขยับขึ้นเป็นผู้นำเหนือ นครินทร์ ได้สำเร็จ ส่วนการชิงอันดับ 3 เป็นการไล่บดกันอย่างสุดมันส์ระหว่าง ฐิติพงศ์ ที่โดนคู่หูจาก ยามาฮ่า อย่าง อนุชา และ เฉลิมพล ไล่บี้อย่างหนัก สำหรับชัยชนะของรุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 ในเรซนี้ต้องไปวัดกันถึงโค้งสุดท้าย โดย นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ อดีตนักบิดโมโตทรีเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ จาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม บิดเข้าป้ายเป็นคันแรกเหนือทีมเมทอย่าง จักรกฤษณ์ แสงสวาท เพียง 0.070 วินาที ผงาดคว้าแชมป์แรกในฤดูกาลนี้ให้กับตนเองได้สำเร็จ พร้อมไต่ขึ้นมารั้งตำแหน่งรองแชมป์ประจำรายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ไปครอง ส่วน “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ปาดหน้าแซง เฉลิมพล ผลไม้ ในโค้งสุดท้ายทะยานขึ้นโพเดี้ยมได้สำเร็จ ตามหลังแชมป์ 6.890 วินาที จบเรซอันดับ 3 ได้ฉลองแชมป์ประจำปี 3 สมัยซ้อนบนโพเดี้ยมอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนผลการแข่งขันในคลาส ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เอสที1 แชมป์ตกเป็นของ อภิเดช บุญศรี จาก คาวาซากิ พีทีที ไฉไล ไบค์ ที่ออกสตาร์ทจากโพลและบิดนำม้วนเดียวคว้าชัยชนะส่งท้ายปีไปครอง ตามด้วย ออ ปิตะบุตร จาก คอร์ มอเตอร์สปอร์ต ไทยแลนด์ และ อัศวิน คงทนไพศาล จาก ยูทีอาร์ เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 2 และ 3 ด้านทีมเมทอย่าง โคลิน บัตเลอร์ ที่แม้จะออกตัวจากท้ายแถว แต่ยังสามารถนำรถแข่งเข้าป้ายในอันดับ 7 เพียงพอจะคว้าแชมป์ประจำปีไปครอง พร้อมกับซิวสิทธิ์ไวด์การ์ดในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ คลาส เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ด้วย ขณะคลาส ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เอสเอส1 แชมป์สนามสุดท้ายตกเป็นของ ดรีม” สิทธิศักดิ์ อ่อนเฉวียง จาก ทีเอชอาร์ซี ไทย ฮอนด้า เรซซิ่ง ที่ทะยานจากกริดที่ 3 ขึ้นมาแซงในโค้งสุดท้ายเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 20 นาที 40.847 วินาที เฉือน ประวัติ ในอันดับ 2 เพียง 0.096 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ วรพงศ์ มาลาหวล จาก ยามาฮ่า เควายบี ไออาร์ซี ดี.ไอ.ดี. โมตุล น้ำบาน โก๋ ท่ามะกา ตามหลังแชมป์ 0.379 วินาที โดยแชมป์ประจำปีตกเป็นของ ประวัติ ที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งปี พร้อมกับคว้าสิทธิ์ไวด์การ์ดเข้าร่วมแข่งขันในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ด้านผลการแข่งขันในคลาส ซูเปอร์สปอร์ต 400 ซีซี เอสเอส1 “เอ้” วรพงศ์ มาลาหวล จ่าฝูงจาก ยามาฮ่า พิเรลลี ไฮสปีด ดี.ไอ.ดี. เออห์ลินส์ กิ๊กะไบค์ ลิควิ โมลี เคเอ็นบี เรซซิ่ง ทีม บิดเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 12 นาที 39.573 วินาที คว้าแชมป์ 4 สนามรวด พร้อมชึ้นเถลิงแชมป์ประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ เฉือนเอาชนะ รัฐพงษ์ บุญเลิศ จาก ยามาฮ่า เควายบี ไออาร์ซี ดี.ไอ.ดี. โมตุล น้ำบาน โก๋ ท่ามะกา อันดับ 2 เพียง 0.074 วินาทีเท่านั้น ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ จิรายุ สายยนต์ จาก คาวาซากิ โรนิน โมตุล เรซซิ่ง ทีม ตามหลังแชมป์ 1.537 วินาที ทั้งนี้ ศึก พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับถูกยกให้เป็นการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชั้นนำของประเทศไทย และเปิดให้เป็นเรซระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อยกระดับสู่สากลต่อไป โดยฝ่ายจัดการแข่งขันเตรียมประกาศตารางแข่งขันในฤดูกาลหน้าเร็วๆ นี้

  • Beautiful girl from Pit Walk.

    การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศ รายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ 2019 ศึกสองล้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย รวมสุดยอดนักบิดไทย-เทศ กว่าสองร้อยคน ออกสตาร์ทโปรแกรมการแข่งขันสนามสุดท้ายของปีอย่างสุดเดือด ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยในคลาสใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 แม้ “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม จะเก็บแต้มขาดลอยคว้าแชมป์ประจำปี 2019 ไปครองเรียบร้อยแล้ว ทว่าการลุ้นตำแหน่งรองแชมป์ระหว่าง “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี และ “เบียร์” เฉลิมพล ผลไม้ คู่หูจาก ยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่ง ทีม ที่ต้องบดกับ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ อดีตนักบิดโมโตทรีเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ จาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม ก็ต้องมาตัดสินกันในสนามสุดท้าย ในช่วงพิทวอล์ค ถือเป็นกำไร ที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตจะได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับสุดยอดนักบิดชั้นนำ รวมทั้งแต่ละค่ายรถก็คัดแต่พริตตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาประชันโฉม สร้างความตื่นตาตื่นใจ และเพิ่มความร้อนแรง ให้กับเกมการแข่งขันครบรสชาติ

  • EW MG ZS EV

    เอ็มจี เผย NEW MG ZS EV กระแสตอบรับดีเยี่ยม ยอดจองทะยานต่อเนื่อง 2,200 คัน ส่งมอบแล้ว 1,000 คัน กรุงเทพฯ – 15 พฤศจิกายน 2562 – บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผย NEW MG ZS EV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ทำสถิติยอดจองสะสมพุ่งอย่างต่อเนื่องทะลุ 2,200 คัน บรรลุเป้าหมายแรกส่งมอบ ถึงมือลูกค้าแล้ว 1,000 คัน พร้อมมุ่งมั่นเดินหน้ากระตุ้นตลาดมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เพื่อการใช้ชีวิต ที่ “ง่าย” ยิ่งขึ้น สู่จุดหมายที่ 2,000 คัน ในเร็วๆ นี้ และเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการ สร้างความพร้อมของระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สมบูรณ์แบบด้วยการเร่งขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่เปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่าน “NEW MG ZS EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจี ได้กระแสตอบรับและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วประเทศไทย โดยปัจจุบัน มียอดจองสะสมสูงถึงกว่า 2,200 คัน โดยเราได้ทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าครบเป้าหมายระยะแรกที่ตั้งไว้ที่ 1,000 คัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเรายังเร่งเดินหน้าทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมายระยะที่สอง ครบ 2,000 คัน ในเร็วๆ นี้ การเปิดตัว NEW MG ZS EV ถือเป็นการจุดประกายและสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการยานยนต์ไทย โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างการรับรู้และการยอมรับในรถยนต์พลังงานทางเลือก โดยพิจารณาถึงผลตอบแทน ที่คุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งเอ็มจีมุ่งมั่นให้คนไทยสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าทลายข้อจำกัดและลดความกังวลในการใช้งาน โดยเร่งสร้างระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทยให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ในการติดตั้งจุดชาร์จไฟในโชว์รูมของเอ็มจีทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในด้านความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า การติดตั้งและปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการอัดประจุไฟฟ้า เช่น มิเตอร์ หรือ หม้อแปลง อีกทั้งยังได้ร่วมกันทดสอบระบบการชาร์จรถร่วมกับเครื่องชาร์จของ กฟน. และ PEA นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะข้อมูลสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการและการใช้งานจริงของลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการสร้างความอุ่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในทุกเส้นทางทั่วประเทศ” ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com #EWMGZSEV #เอ็มจีเซลส์ประเทศไทยจำกัด #mgcars #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Vespa S 125 i-Get

    เวสป้าให้คุณสนุกกับชีวิตอิสระ “Live Freely” ไปกับ “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ “พิอาจิโอ” และ “เวสป้า” พร้อมด้วยรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน “อาพริเลีย” และ “โมโต กุซซี่” สัญชาติอิตาเลียนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Live Freely” ให้คุณสนุกกับชีวิตอิสระอีกขั้นกับ “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ อีกหนึ่งโมเดลยอดนิยมในกลุ่มเวสป้ารุ่นเล็ก 125 ซีซี พร้อมเอาใจคนรุ่นใหม่และผู้ที่หลงใหลสกู๊ตเตอร์ ด้วยดีไซน์ใหม่ที่เพิ่มความสปอร์ตและอุปกรณ์ตอบรับไลฟ์สไตล์กับ 5 เฉดสีใหม่ นำโดย “สีเหลือง Yellow Sole” ให้คุณสนุกพร้อมสะท้อนตัวตนปนความเป็นเพื่อนคู่ใจให้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิต“เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ หนึ่งในสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมยอดนิยม ซึ่งครั้งนี้กลับมาพร้อมกับโฉมใหม่ที่สปอร์ตกว่าเดิม แต่ยังคงความคลาสสิคตามแบบฉบับ VESPA S ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานดีไซน์รถสกู๊ตเตอร์ใหม่เข้ากับการอัพเกรดเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการขับขี่ให้เป็นมากกว่าเพียงยานพาหนะ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มากขึ้น โดยอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ VESPA S โฉมใหม่อันดับแรก คือ ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้กลายเป็นทรงหกเหลี่ยมแบบแอลอีดีและไฟหลังดีไซน์ใหม่แอลอีดี เพิ่มมุมมองทันสมัย โฉบเฉี่ยว พร้อมกรอบสีดำให้ความรู้สึกสปอร์ตพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น ด้าน บังลมมาพร้อมกับดีไซน์เนกไทใหม่ โดยเฉพาะบังแตรที่เพิ่มลูกเล่นด้วยสีดำโดดเด่นตัดกับสีของตัวรถ สำหรับหน้าปัดเรือนไมล์แสดงมาตรวัดความเร็วที่ผสานความทันสมัยของเทคโนโลยีเข้ากับความคลาสสิคของ VESPA S บนจอแสดงผลอยู่ด้านล่างที่ให้ข้อมูลสำคัญ อาทิ ระยะทาง รอบไมล์ ระดับเชื้อเพลิง เป็นต้น โดยจิตวิญญาณความสปอร์ตแห่งสีดำนี้ ยังได้นำมาตกแต่งในส่วนของพาร์ทและอุปกรณ์ต่างๆ บนตัวรถ อาทิ ล้อแม็กซ์ คิ้วบังลม กระจกมองหลังทรงกลม ฝาครอบท่อไอเสียสีดำ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต” โฉมใหม่ ด้วยการปรับดีไซน์ที่พักเท้าใหม่ให้รองรับการทรงตัวที่ดีขึ้น โดยการลดความกว้างของพื้นที่วางเท้าให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้ซ้อน เพื่อให้สามารถวางเท้าลงบนพื้นขณะรถจอดได้ง่าย อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่มากขึ้น พร้อมเพิ่มดีไซน์ฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ด้วยช่องสายชาร์ต USB สำหรับโทรศัพท์ แท็บเลต หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ทำให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องการติดต่อสื่อสารตลอดทุกเส้นทาง ด้านสมรรถณะเครื่องยนต์ยังคงโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ i-Get (ไอ-เก็ต) ขนาด 125 ซีซี. 4 จังหวะ 3 วาล์ว ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมมอเตอร์สตาร์ทใหม่และจุดยึดเครื่องยนต์ที่เพิ่มชุดยางแท่นเครื่องแบบคู่ช่วยลดการสั่นสะเทือน ทำให้เสียงเงียบลงกว่า 15% ขับขี่นุ่มนวลและทรงประสิทธิภาพขึ้น ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต” โฉมใหม่ พร้อมสร้างปรากฎการณ์ให้สะดุดสายตาทุกเส้นทางกับสีสันใหม่ 5 เฉดสี นำโดย สีเหลือง (Yellow Sole) และ สีดำ (Black Vulcano) สีขาว (White Innocenza) สนนราคาที่ 96,900 บาท พร้อมทั้ง สีน้ำเงิน (Blue Vivace) และสีเทา (Grey Titanio) สนนราคาที่ 97,900 บาท #VESPATHAILAND #VESPA #LIVEFREELY #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • MINI John Cooper Works

    มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ มอบข้อเสนอพิเศษที่ไม่ต้องรอ Motor Expo กับ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ขับสุดเร้าใจ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ หนึ่งในผู้จำหน่ายรถยนต์ มินิ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร กับ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ในงาน ‘MINI John Cooper Works day with Millennium Auto’ ให้ผู้สนใจได้จับจอง และสัมผัสประสบการณ์ขับแบบ Go-Kart Feeling แท้ๆ ในรุ่น มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮชท์ 3 ประตู และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ ที่โชว์รูม มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ (เอกมัย) และต่อเนื่องถึงสิ้นปี ที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในบรรยากาศช่วงปลายปีแบบนี้ ผมขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์ขับสุดเร้าใจ ในแบบ Go-Kart Feeling ของ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ซึ่งเป็นรุ่นที่แรงสุดในสายพันธุ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษต่างๆ มากมายภายในงาน” ++ MINI John Cooper Works มอบข้อเสนอพิเศษก่อน Motor Expo · ฟรี! อัพเกรด MSI 10 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* · มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 16,254 บาท (จำนวนจำกัด)* · มินิ แฮชท์ 5 ประตู (JCW Dress-Up) ฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 6 ปี* · ฟรี! Fine Dust Filter แผ่นกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ได้ถึง 70%*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด หนาวนี้เตรียมอบอุ่นร่างกาย และไปซิ่งกันให้เต็มที่ กับ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทุกรุ่น พร้อมให้เป็นเจ้าของด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ รีบมาจับจอง มินิ คันโปรดก่อนใคร ในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ ที่โชว์รูม มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ (เอกมัย) และต่อเนื่องถึงสิ้นปีที่โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา สอบถามข้อมูล โทร 1286 Millennium Auto Connect

  • New FordRanger FX4 & New FordEverest Sport

    ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต สองรุ่นย่อยใหม่สไตล์สปอร์ตเสริมทัพรถยนต์ยอดนิยม ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่คงมาตรฐานของฟอร์ด ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นและเทคโนโลยีทันสมัยพร้อมการตกแต่งใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น "LeadWithStyle"ไปกับฟอร์ด 2 รุ่นใหม่ สไตล์สปอร์ต New FordRanger FX4 และ New FordEverest Sport ที่จะสะท้อนความเป็นผู้นำด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง มาพร้อมสมรรถนะที่โดดเด่นและเทคโนโลยีล้ำสมัย ราคาสุดพิเศษ ช่วงแนะนำ 899,000 บาท สำหรับ New Ranger FX4 และราคา 1.399 ล้านบาท สำหรับ New Everest Sport ถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่มีความโฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆที่ชื่นชอบสมรรถนะและการใช้งานที่หลากหลายของรถฟอร์ด ด้วยรายละเอียดในการออกแบบใหม่ที่สะท้อนความมีเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่รถแต่ละรุ่นได้อย่างเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น"ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4ใหม่"มาพร้อมรูปลักษณ์ดุดันและอุปกรณ์ เทคโนโลยีอันทันสมัยยกระดับมาตรฐานกระบะพันธุ์แกร่งให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูสะท้อนพละกำลังและสมรรถนะเหนือชั้น รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 รถกระบะเกิดมาแกร่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังได้รับการสื่อออกมาผ่านรายละเอียดในการออกแบบทั้งภายในและภายนอก อาทิ การตกแต่งสัญลักษณ์แสดงความเป็น ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ที่ด้านข้างประตูและบนฝาท้ายกระบะ ช่วยตอกย้ำสมรรถนะและความแกร่ง เสริมด้วยชุดล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว กันชนหลังสีดำและสปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์ใหม่เป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารนำเสนอความดุดันเพื่อการตกแต่งโทนสีดำเสริมความโฉบเฉี่ยวมีสไตล์ด้วยการเดินด้ายสีแดงตั้งแต่แผงคอนโซล เกียร์ ที่วางแขนขอบประตูและเบาะนั่งพร้อมประดับสัญลักษณ์ FX4 ที่พรมและเบาะนั่งคู่หน้าเพิ่มความแตกต่างจากรุ่นอื่น อีกทั้งนำเสนอระบบความบันเทิง SYNC ใหม่ ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับภาษาไทยการใช้งานผ่าน Apple Car Play และ Android Auto รองรับไฟล์VDO รวมถึงระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน เทคโนโลยีในการขับขี่ที่เหนือชั้นประกอบด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ระบบป้องกันล้อล็อก( ABS) และกระจายแรงเบรก (EBD)พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลังระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า(EPAS) เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแข็งแกร่งสมบุกสมบันสมกับนิยาม"ฟอร์ดเรนเจอร์ เกิดมาแกร่ง" ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ใหมามาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 2.2 ลิตร ผสานเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบสมรรถนะอันทรงพลังสูงสุด 160 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร มีวางจำหน่ายทั้งหมด 3 สีคือสีขาวArcticWhite,สีแดง Trud Red และสีเทา Meteor Grey ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต มาพร้อมดีไซน์ที่เน้นความหรูหราพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และอุปกรณ์เสริมที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำรถ SUV ที่มีสมรรถนะและความปลอดภัยสูงสุดในเซ็กเมนต์ โดยได้รับการออกแบบใหม่ด้วยการตกแต่งสีดำเงา ทั้งกระจังหน้า กระจกมองข้างและราวหลังคาประดับสัญลักษณ์รุ่นสปอร์ตทั้งด้านข้างและด้านหลัง กันชนหลังสีดำพร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 20 นิ้ว เพิ่มความหรูหราโดดเด่นด้วยตัวอักษรนูน EVEREST บนกระโปรงหน้า ภายในของฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปิร์ต ยังคงความสะดวกสบายกว้างขวางเพิ่มลูกเล่นและโฉบเฉี่ยวด้วยการตกแต่งโทนสีดำน้ำเงินตั้งแต่แผงคอนโซลที่วางแขนและเบาะที่นั่งพร้อมสลักลายคำว่า SPORT บนเบาะนั่งคู่หน้าเพื่อเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์พร้อมตกแต่งลวดลาย Hydrographic เคลือบ 2 ชั้นบนวัสดุที่ทันสมัยบนคอนโซลหน้ารถที่เปิดประตู ระบบความบันเทิง SYNC 3 สั่งงานด้วยเสียงรองรับภาษาไทยพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่มาพร้อมกับระบบช่วยโทรฉุกเฉิน และกล้องมองหลังขณะถอยจอด ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้ายขวาระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบปรับอุณหภูมิอยากได้ และยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมากมายอาทิระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control )กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ขณะถอยจอด ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPAS )ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว(Traction Control&Electronic Stability Program) ไม่เพียงเท่านั้นฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ยังคงฟีเจอร์มาตรฐานตั้งแต่ไฟหน้าแบบ LED Projector ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติและประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ทำงานผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดพร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา "ฟอร์ด เวอเรสต์ สปอร์ต" มีตัวเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเงิน Aluminium Metallic ,สีดำ Absolute Blak และ สีขาว Arctic White ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 และ ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ สปอร์ต ใหม่สองรุ่นย่อยใหม่สไตล์สปอร์ตที่เสริมทัพรถยนต์ยอดนิยม ของค่ายฟอร์ดสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ #LeadWithStyle #NewFordRangerFX4 #NewFordEverestSport #FordSalesServiceThailand #FordServicesThailand #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • PTT BRIC Superbike 2019

    “นครินทร์” ผงาดโพลลุ้นแชมป์ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ สนามสุดท้าย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ยอดนักบิดไทยดีกรี โมโตทรี ชิงแชมป์โลกจาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม สร้างผลงานระดับมาสเตอร์กดเวลาผงาดคว้าโพลโพซิชั่นในศึก พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 สนามสุดท้าย เหนือทีมเมทอย่าง “บอล” จักรกฤษณ์ แสวงสวาท เพียง 0.27 วินาที ลุ้นคว้าแชมป์แรกในคลาส ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 ครั้งแรกส่งท้ายฤดูกาลในวันอาทิตย์นี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 มีคิวดวลความเร็วสนามสุดท้ายของปี ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายนนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยล่าสุดเป็นการแข่งขันในรอบควอลิฟายเพื่อจัดอันดับสตาร์ท ในคลาสใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 แม้ “ติ๊งโน๊ต” ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม จะเก็บแต้มขาดลอยคว้าแชมป์ประจำปี 2019 ไปครองเรียบร้อยแล้ว ทว่าการลุ้นตำแหน่งรองแชมป์ระหว่าง “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี และ “เบียร์” เฉลิมพล ผลไม้ คู่หูจาก ยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่ง ทีม ที่ต้องบดกับ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ อดีตนักบิดโมโตทรีเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ จาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม ก็ต้องมาตัดสินกันในสนามสุดท้าย โดยหลังผ่านการควอลิฟาย ปรากฏว่าตำแหน่งโพลในคลาส ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี เอสบี1 ตกเป็นของ นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ที่กดเวลาต่อรอบ 1 นาที 35.134 วินาที เฉือนทีมเมทอย่าง “บอล” จักรกฤษณ์ แสวงสวาท ในกริดที่ 2 เพียง 0.270 วินาที ส่วนกริดที่ 3 เป็นของ อนุชา นาคเจริญศรี ตามหลัง 0.741 วินาที ด้านจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพอย่าง ฐิติพงศ์ วโรกร ได้ออกตัวจากกริดที่ 4 ลุ้นคว้าแชมป์ 4 สนามติดต่อกันในสุดสัปดาห์นี้ ส่วนผลการควอลิฟายในรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เอสที1 ตำแหน่งโพลตกเป็นของ อภิเดช บุญศรี จาก คาวาซากิ พีทีที ไฉไล ไบค์ ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 38.328 วินาที เหนือกริดที่ 2 อย่าง ออ ปิตะบุตร จาก คอร์ มอเตอร์สปอร์ต ไทยแลนด์ 1.089 วินาที ด้านกริดที่ 3 เป็นของ อัศวิน คงทนไพศาล จาก ยูทีอาร์ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.239 วินาที ขณะที่กริดสตาร์ทในคลาส ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เอสเอส1 ตำแหน่งโพลเป็นของจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพอย่าง “เบิร์ด” ประวัติ ญาณวุฒิ จาก ยามาฮ่า เพาเวอร์สปีด เรซซิ่ง ทีม ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาทรี 40.751 วินาที เฉือน “เอ้” วรพงศ์ มาลาหวล จาก ยามาฮ่า พิเรลลี ไฮสปีด ดี.ไอ.ดี. เออห์ลินส์ กิ๊กะไบค์ ลิควิ โมลี เคเอ็นบี เรซซิ่ง ทีม เพียง 0.020 วินาทีเท่านั้น ส่วนกริดที่ 3 เป็นของ “ดรีม” สิทธิศักดิ์ อ่อนเฉวียง จาก ทีเอชอาร์ซี ไทย ฮอนด้า เรซซิ่ง ตามหลัง 0.808 วินาที ด้านตำแหน่งโพลโพซิชั่นในคลาส ซูเปอร์สปอร์ต 400 ซีซี เอสเอส1 ตกเป็นของ รัฐพงษ์ บุญเลิศ จาก ยามาฮ่า เควายบี ไออาร์ซี ดี.ไอ.ดี. โมตุล น้ำบาน โก๋ ท่ามะกา ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 48.160 วินาที เหนือจ่าฝูงอย่าง วรพงศ์ มาลาหวล จาก ยามาฮ่า พิเรลลี ไฮสปีด ดี.ไอ.ดี. เออห์ลินส์ กิ๊กะไบค์ ลิควิ โมลี เคเอ็นบี เรซซิ่ง ทีม เพียง 0.353 วินาทีเท่านั้น ส่วนกริดที่ 3 เป็นของทีมเมทอย่าง พีระพงษ์ หลุยส์บุญเป็ง ตามหลัง 0.666 วินาที สำหรับ แชมป์ประจำปีของศึก พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาล 2019 จะได้รับสิทธิ์ไวด์การ์ดเข้าร่วมแข่งขันในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2020 โดยแชมป์ในรุ่นใหญ่อย่าง พีทีที บีอาร์ไอซี เอสบี1 และเอสที1 จะคว้าสิทธิ์ไวด์การ์ดในคลาส เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ขณะที่แชมป์ในรุ่น พีทีที บีอาร์ไอซี เอสเอส1 จะได้รับสิทธิ์ไวด์การ์ดเข้าร่วมแข่งขันในคลาส ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ทั้งนี้ ศึก พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 สนามสุดท้าย จะดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศเพื่อชิงแชมป์ประจำปีกันในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายนนี้

  • Thailand Car of the Year 2019

    Mazda 3 จากมาสด้า เชลส์ ประเทศไทย คว้าถ้วยรางวัลสุดยอดรถยอดเยี่ยมประจำปี 2562 หรือ Thailand Car of the Year 2019 ที่ถูกคัดเลือกจาก"สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย" หลังเบียดกับรถที่เข้ามารอบแรก 14 รุ่น จนเหลือ 7 รุ่น สุดท้ายจาก 6 ค่ายรถเมืองไทยคือ. -BMW X3 - Honda Accord - Mazda 3 - MG HS - Subaru Forester -Toyota Corolla Altis -Toyota Camry #ThailandCarofTheYear2019 #Mazda3 #สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • All New Nissan Almera

    นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวรถยนต์"นิสสัน อัลเมร่า ใหม่" เป็นครั้งแรกในเอเชียที่ประเทศไทยโดยประเทศไทยเป็นประ เทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่เปิดตัว"นิสสัน อัลเมร่า ใหม่"เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ ระบบเกียร์เป็นแบบ Xtronic CVT พร้อมD-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและทันใจตอบสนองอัตราเร่งแซงที่ดีขึ้นช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพและประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นกว่าเดิมและด้วยเทคโนโลยีD-Step Logic สร้างการขับขี่ให้ที่น่าตื่นเต้นและส่งกำลังที่มีความละเอียดยิ่งขึ้นพร้อมมอบประสบการณ์การบนท้องถนนให้ผู้ขับขี่เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเกียร์ทั่วไป ตอบสนองคันเร่งได้เป็นอย่างดีให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นแต่ยังมีการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่นอีกด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ดีไซน์ให้มิติภายนอกกว้างและยาวขึ้นโดยมีขนาดตัวถังยาว 4,49 5 มม. กว้าง 1,740 มม.และสูง 1,460 มม.ระยะฐานล้อ 2,620 มม.รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร และพวงมาลัย แร็ค แนด์ พิเนียนพร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า EPS ช่วยให้รถมีความคล่องตัวในทุกสภาพเส้นทาง ด้วยมิติภายนอกที่ปราดเปรียวขึ้น กว้างและยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ "รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์"หรือ Emotional Geometry โดยมีองค์ประกอบที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์อาทิ กระจังหน้าแบบV-Motio ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาที่ถูกยกขึ้น (Kick-up C-pillars) และหลังคาแบบลอยตัว(floating roof) ส่งต่ออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความต่อเนื่องในรถยนต์นิสสันทุกรุ่น การออกแบบเฉพาะของนิสสัน นั้นมีความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบV-Motion ไฟหน้าของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED พร้อม LED Signature Light ทรงบูมเมอแรง ไฟเลี้ยวด้านข้างและไฟท้ายแบบ Signature Light พร้อมไฟเบรคแบบ LED ทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาที่ถูกยกขึ้น (Kick-up C-pillars) และหลังคาแบบลอยตัว(floating roof) ส่งต่ออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความต่อเนื่องในรถยนต์นิสสันทุกรุ่น การออกแบบเฉพาะของนิสสัน นั้นมีความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบV-Motion ไฟหน้าของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED พร้อม LED Signature Light ทรงบูมเมอแรง ไฟเลี้ยวด้านข้างและไฟท้ายแบบ Signature Light พร้อมไฟเบรคแบบ LED ทรงบูมเมอแรง ในส่วนของเสาด้านหลังตั๋วรถถูกออกแบบให้กลมกลืนเสมือนหลังคาลอยตัวอยู่ ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามยิ่งขึ้นพร้อมด้วยซุ้มล้อที่ดูชัดเจนเพิ่มภาพสะท้อนแสงในแต่ละมุมของตัวรถเสริมบุคลิกและความโดดเด่นให้กับตัวรถด้วยเส้นสายที่ให้ความรู้สึกทรงพลังลากผ่านประตูไปสู่ด้านซ้ายของตัวรถ ภายในได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับหน้าจอแสดงผลใหม่ระบบอินโฟเทนเมนท์พวงมาลัยและเบาะนั่งห้องโดยสารภายในที่มีคุณภาพสูงและเน้นความประณีตในการประกอบช่วยเสริมความโดดเด่นและความหรูหราให้กับรถ สำหรับระบบช่วงล่างด้านหน้า เป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ขณะที่ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลงช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ยึดเกาะถนนและรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ดีเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เทอร์โบรหัส HRA0 ของ นิสสันอัลเมร่า ใหม่ให้กำลังสูงสุด 100 พีเอส (Ps) และแรงบิดถึง 150 นิวตันเมตร(Nm) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร มีอัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง(Flat Torque) สมรรถนะของอัลเมร่าใหม่ จึงโดดเด่นในรถยนต์กลุ่มซิตี้คาร์ นิสสันอัลเมร่าใหม่มีทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 499,000 - 639,000 บาท ทั้งนี้นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันนี้และจะเริ่มส่งมอบรถในเดือนธันวาคม 25562 เป็นต้นไป พร้อมการประกันรถยนต์เป็นเวลา 3 ปีหรือ 1 แสนกิโลเมตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามจากผู้จำหน่ายของนิสสันหรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02-017-9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสันมอเตอร์ประเทศไทย #นิสสันอัลเมร่าใหม่ #NewNissanAlmera #นิสสันมอเตอร์ประเทศไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

เมนูลัด

หน้าแรก

ข่าว

Test drive

motor sport

ติดต่อ


TEL : 081-5558741            ,0817538280

FAX : -

Facebook : GPS เส้นทางโฟกัส

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Instagram

© 2020 GPS เส้นทางโฟกัส

bottom of page