top of page

1423 results found with an empty search

  • Rolls-Royce

    โรลส์-รอยซ์ จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ทำลายทุกสถิติในปี 2562 ● ยอดขายรวมประจำปีอยู่ที่ 5,125 สูงสุดในประวัติศาสตร์ 116 ปีของแบรนด์ ● ยอดขายที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นการเติบโต 25% จากยอดขาย 4,107 คัน ในปี 2561 ● ยอดขายต่อปีเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก ● คัลลิแนน และ แบล็ค แบดจ์ ได้รับความนิยมอย่างสูง จนสามารถสร้างฐานอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและมั่นคงให้กับ ยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ รุ่นอื่นๆ อีกด้วย ● ผลงานรังสรรค์แบบสั่งผลิตพิเศษ (Bespoke) ที่งดงาม และยนตรกรรม Collection Cars ตอกย้ำสถานะของโรลส์-รอยซ์ ในฐานะผู้ผลิตชั้นนำแห่งยนตรกรรมซูเปอร์ลักซ์ชัวรี ● มีการลงทุนครั้งสำคัญในการพัฒนาฐานการผลิตที่กู๊ดวูด และขยายทีมการผลิตเพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก ● ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Apprenticeship Programme ในปี 2562 มีจำนวนมากที่สุดตั้งแต่เริ่มโครงการ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส ทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562 ด้วยความสำเร็จระดับโลก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ 116 ปีของบริษัท ยนตรกรรมจำนวน 5,125 คัน ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้น 25% จากสถิติก่อนหน้าที่เคยบันทึกไว้ช่วงปี 2561 และผลสัมฤทธิ์ที่ดีเลิศเช่นนี้ก็ทำให้โรลส์-รอยซ์ สามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับผลประกอบการโดยรวมของ BMW Group ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลัก มร. ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส กล่าวเกี่ยวกับความสำเร็จครั้งนี้ว่า “ผลประกอบการในปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ในหลายๆ แง่มุม ผมมองว่าสำหรับบริษัทใดๆ ก็ตาม การสร้างการเติบโตถึง 25% ภายในปีเดียว คือความสำเร็จที่น่าทึ่ง และยิ่งถ้าต้องเผชิญกับผลกระทบในด้านต่างๆ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ยิ่งนับเป็นความสำเร็จอันหาที่เปรียบไม่ได้ นี่คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงคุณภาพและความซื่อตรงต่อผลิตภัณฑ์ของเรา ความเชื่อมั่นและความหลงใหลในผลิตภัณฑ์จากลูกค้า และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ทักษะ ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นของทีมงานที่ยอดเยี่ยมของเราที่กู๊ดวูด และทั่วโลก” การเติบโตของยอดขายทั่วโลก ปีที่ผ่านมา ยอดขายของ โรลส์-รอยซ์ เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนมาจากความต้องการของลูกค้าที่เหนียวแน่นต่อยนตรกรรมทุกรุ่น ตลาดสำคัญทุกแห่งของบริษัทสร้างสถิติยอดขายใหม่ โดยยอดสูงสุดอยู่ที่อเมริกาเหนือ (ประมาณ 33% ของยอดขายทั่วโลก) ตามมาด้วยจีน (ยอดขายเพิ่มขึ้น 25% จากปี 2561) และประเทศอื่นๆ ที่ทำลายสถิติยอดขายในตลาดของตนเอง ได้แก่ รัสเซีย, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, กาตาร์ และเกาหลีใต้ในปี 2562 ยนตรกรรมจาก โรลส์-รอยซ์ ถูกจำหน่ายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ในปีนี้ โรลส์-รอยซ์ ยังได้ประกาศต้อนรับตัวแทนจำหน่ายใหม่อีกสองราย ได้แก่ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส บริสเบน และ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส เซี่ยงไฮ้ ผู่ตง เป็นผลให้แบรนด์มีตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกถึง 135 รายสำหรับยอดขายโรลส์-รอยซ์ในประเทศไทยก็ได้ส่งสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดปี พ.ศ. 2562 โดยมีปัจจัยบวกเป็นความสนใจของลูกค้าที่มีต่อยนตรกรรมทุกรุ่นซึ่งยังคงเส้นคงวาและกระแสความนิยมของคัลลิแนนที่เพิ่มมากขึ้น โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ผู้นำเข้ายนตรกรรมโรลส์-รอยซ์อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ส่งท้ายปีด้วยการเผยโฉม เรธ อีเกิล VIII (Wraith Eagle VIII) ผลงานสั่งผลิตพิเศษชั้นสูงจากกู๊ดวูดเพื่อตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ ที่มาพร้อมกับแพ็คเกจประกันทั่วภูมิภาคและบริการหลังการขายครบครัน โรลส์-รอยซ์ทุกรุ่นยอดขายเติบโตทั่วโลก แฟนธอม ยังคงครองบัลลังก์ในฐานะยนตรกรรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของบริษัท ตามมาด้วย ดอว์น และ เรธ ยนตรกรรมทั้งสามรุ่นนี้ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่ คัลลิแนน เอสยูวีน้องใหม่ ก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเสียงชื่นชมจากสื่อและสาธารณชนในปี 2562 ให้กลายเป็นยอดสั่งจองล่วงหน้าที่สูงที่สุด และยอดขายหลังการเปิดตัวที่ทะยานขึ้นเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ และสิ่งที่พอจะสู้ได้สูสีกับความร้อนแรงของ คัลลิแนน ที่ผู้คนตั้งตารอคอยมาตลอดทั้งปี ก็คือความตื่นเต้นจากสื่อและสาธารณชนที่ถูกปลุกเร้าโดยการเปิดตัว ‘ราชันย์แห่งรัตติกาล แบล็ค แบดจ์ คัลลิแนน’ ในเดือนพฤศจิกายน การเปิดตัวนี้คือการทิ้งท้ายอย่างสมบูรณ์แบบให้กับยนตรกรรมตระกูล แบล็ค แบดจ์ ที่ทรนงและทรงพลัง รังสรรค์ขึ้นเพื่อคนยุคใหม่ที่มีรสนิยมสูง ปฏิเสธที่จะถูกตีกรอบด้วยนิยามความหรูหราแบบดั้งเดิม แต่เลือกที่จะเดินตามเส้นทางและกฎเกณฑ์ที่ออกแบบเอง ที่สุดแห่งความหรูหราถูกกลั่นออกมาอยู่ในพื้นที่ทุกตารางนิ้วของยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ แบล็ค แบดจ์ คัลลิแนน ที่นำเสนอระดับใหม่ของความมั่นใจและสมรรถนะให้แก่หนุ่มสาวยุคใหม่ที่รู้จักเลือกและพิถีพิถัน ถึงคราวอำลาโกสต์ – แต่แค่อึดใจเดียว! ปี 2562 คือ จุดสิ้นสุดของการผลิต โกสต์ หลังจาก 11 ปีของความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านยอดขายและคำชมจากนักวิจารณ์ นับตั้งแต่เปิดตัวที่งานแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ในปี 2552 โกสต์ ก็ได้สถาปนาตนเองเป็นยนตรกรรมคลาสสิกสมัยใหม่ได้อย่างไร้ข้อกังขา ในฐานะ โรลส์-รอยซ์ รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคของกู๊ดวูด โกสต์ ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ให้แบรนด์ โรลส์-รอยซ์ ซึ่งมีอายุน้อยลง และโดยมากเป็นผู้ประกอบการที่สร้างฐานะด้วยตนเอง โกสต์ รุ่นฐานล้อยาวเปิดตัวในปี 2554 และ โกสต์ ซีรีส์ II ก็เปิดตัวตามมา ณ เจนีวา ในปี 2557 โกสต์ คันสุดท้ายของรุ่นปัจจุบันได้อำลาสายการผลิตที่กู๊ดวูดไปเมื่อปลายปี 2562 และหลังจาก 5 ปีในการรังสรรค์ ผู้ที่จะมารับช่วงต่อจากโกสต์ ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2563 จะมายกระดับชื่อเสียงของ โกสต์ และแบรนด์ให้ก้าวไปสู่อีกขั้นของความสมบูรณ์แบบและความทะเยอทะยานในการออกแบบ วิศวกรรม วัสดุ และการขับขี่ Bespoke: เพชรน้ำเอกแห่งโรลส์-รอยซ์ ความต้องการทั่วโลกที่มีต่อยนตรกรรมสั่งทำพิเศษ (Bespoke) จากโรลส์-รอยซ์ ได้ไต่ระดับมาจนถึงจุดสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2562 กลุ่มนักออกแบบ Bespoke Collective ที่ Home of Rolls-Royce ในกู๊ดวูด เวสต์ซัสเซ็กซ์ ประกอบด้วย ครีเอทีฟ ดีไซเนอร์ วิศวกร และช่างศิลป์หลายร้อยคน บุคลากรทักษะสูงเหล่านี้ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ตอบโจทย์ของลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และต่างต้องการงานออกแบบพิเศษ เจาะจงถึงระดับองค์ประกอบและรายละเอียดของยนตรกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ละคัน เช่น โรส แฟนธอม ในฐานะผู้นำระดับโลกอย่างแท้จริงในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ นักออกแบบจาก Bespoke Collective สามารถเข้าถึงและถ่ายทอดจินตนาการของลูกค้า ผู้ที่ชื่นชอบ สื่อ และแฟน ๆ ด้วยคอลเล็กชันยนตรกรรมในปี 2562 ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ สมดังคำกล่าวที่ว่า ‘Bespoke is Rolls-Royce’ ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งของทีมงาน โรลส์-รอยซ์ กว่า 2,000 คน จากกว่า 50 สัญชาติ ทำให้ทีมงานที่ Home of Rolls-Royce นั้นใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเปิดศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศในการผลิตยนตรกรรมลักซ์ชัวรีระดับโลก (Global Centre of luxury Luxury Manufacturing Excellence) ในปี 2546 ก้าวสู่อนาคตด้วยความมั่นใจ ในปีนี้ โรลส์-รอยซ์ ได้ทำการลงทุนครั้งสำคัญกับฐานการผลิตที่ Home of Rolls-Royce ในกู๊ดวูด เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการดำเนินธุรกิจในสหราชอาณาจักรและอนาคตอันสดใสในอีกหลายปีข้างหน้า ฐานการผลิตใหม่นี้จะมีความสูงสองชั้น มีกำหนดการแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งจะทำให้พื้นที่ชั้นล่างที่ใช้เป็น Assembly Hall กว้างขึ้นอีกกว่า 1,000 ตารางเมตร และเพิ่มพื้นที่สำนักงานในชั้นสอง ในตอนท้าย มร. ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “โรลส์-รอยซ์เป็นบริษัทที่ไม่เหมือนใคร เราทุกคนตระหนักถึงอภิสิทธิ์ที่พวกเราได้รับในฐานะผู้ออกแบบ สร้าง และส่งมอบยนตรกรรม ที่ดีที่สุดในโลกให้กับลูกค้าของเรา สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจที่ได้เป็นผู้กุมเข็มทิศให้กับบริษัท ที่ยิ่งใหญ่นี้มาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาและสำหรับปีต่อๆไป”

  • Moto GP !! Promotion "come 4 pay 3"

    นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สำหรับการแข่งขัน โมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 รายการ OR Thailand Grand Prix ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้ คณะผู้จัดฯได้เร่งจัดเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ผลักดันและสนับสนุนให้การจัดโมโตจีพีในครั้งนี้ ให้มีมาตรฐานและดีที่สุด เพื่อให้นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬาทั่วโลกมั่นใจ ตัดสินใจมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้งที่บุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษเอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตชวนมาดูโมโตจีพีกันยกก๊วน กับโปรโมชั่น "มา 4 จ่าย 3" เพียงซื้อ บัตรชมโมโตจีพี 2020 ที่นั่ง Sidestand, Marquez stand และ Rossi stand 4 ใบ จ่ายเพียง 3 ใบ!!! ที่ เซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา หรือ https://www.allticket.com/event/ORTHAILANDGRANDPRIX2020 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 โดยโปรโมชั่นนี้ ไม่สามารถใช้ส่วนลดจากผู้สนับสนุนได้และต้องซื้อบัตรเข้าชมโมโตจีพี 2020 ชนิดเดียวกัน 4 ใบเท่านั้น #ThaiGP #MotoGP #ORThailandGrandPrix #ChangInternationalCircuit #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • GS Battery

    แจกแล้ว! ยีเอส แบตพลังอึด มอบรางวัลใหญ่ “มอเตอร์ไซค์ ยามาฮ่า ฟีโน่” แก่ผู้โชคดีที่เข้าร่วมงาน “สัมมนาครอบครัวยีเอส” นายมนไทย เลาหะวณิช กรรมการผู้จัดการ และ นางสาววิชุดา เลิศกิจอนันต์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด (บริษัทในเครือสยามกลการ) ได้จัดงาน “สัมนาครอบครัวยีเอส” และมีการจับรางวัลมากมายภายในงานฯ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ณ ไบเทคบางนา เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดแบตเตรี่ สำหรับรถยนต์และเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตัวแทนจัดจำหน่าย ยีเอสแบตเตอรี่ ได้มีการมอบรางวัลใหญ่ให้กับตัวแทนจัดจำหน่ายและร้านค้าที่เข้าร่วมงานฯ เพื่อขอบคุณลูกค้าตัวแทนจัดจำหน่ายที่ร่วมสนับสนุนยีเอส แบตเตอรี่มาอย่างต่อเนื่อง ยีเอส แบตพลังอึดได้มอบรางวัลใหญ่ “มอเตอร์ไซค์ ยามาฮ่า ฟีโน่” จำนวน 5 คัน แก่ผู้โชคดีที่เข้าร่วมงานสัมมนาครอบครัวยีเอส ที่อาคารสยามกลการอะไหล่ สำนักงานประเวศ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมานี้

  • PT Max Card

    “พีทีจี” ส่งความสุขต้อนรับปี 63 ด้วย “PT Max Card” ระดับ Prestige พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์จัดเต็มแมกซ์ผ่าน LINE Business Connect บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ผู้นำด้านบริการในธุรกิจพลังงานครบวงจร รุกครองใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ด้วยความพิเศษเหนือระดับกับบัตรสมาชิก PT Max Card ระดับ Prestige พร้อมเพิ่มช่องทางรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ผ่านโซลูชั่นใหม่ LINE Business Connect เพื่อลูกค้าคนพิเศษแบบจัดเต็มแมกซ์! นาย พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันพีที เปิดเผยว่า ภายหลังจากพีทีเปิดตัวบัตร PT Max Card โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Connecting Life’s Benefit เชื่อมได้หลายที่ ดีลดี ๆ ก็มีเยอะ” ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกสะสมแต้มและมอบสิทธิประโยชน์จากการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ ในสถานีน้ำมันพีทีที่ยังได้ร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำกว่า 100 ราย เพื่อเชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไว้ในบัตรเดียว ทำให้ปัจจุบันยอดสมาชิกผู้ถือบัตร PT Max Card เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนกว่า 12.5 ล้านสมาชิก และจากการสำรวจสถิติ พบว่า เกือบ 60% ของสมาชิกนำ PT Max Card มาใช้ที่สถานีบริการเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความตั้งใจที่จะยกระดับความพิเศษแก่ลูกค้าไปอีกขั้นด้วย PT Max Card ระดับ Prestige นับเป็นรายแรกในกลุ่มธุรกิจและเป็นมิติใหม่ของการยกระดับบัตรด้วยสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นและตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง สำหรับคุณสมบัติของผู้ถือบัตร PT Max Card ระดับ Prestige จะต้องเป็นสมาชิกที่เข้าใช้บริการสถานีบริการน้ำมันหรือ LPG ต่อเนื่อง 12 เดือนขึ้นไป และมีการใช้บริการร้านค้าที่รับบัตรสมาชิก Max Card ได้แก่ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ร้านกาแฟคอฟฟี่เวิลด์ หรือ ร้านสะดวกซื้อ Max Mart อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยระดับสมาชิกจะมีการปรับทุกปี ซึ่งหากมีการเข้าใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด สมาชิกบัตรจะยังได้รับสิทธิพิเศษระดับ Prestige ในปีต่อไปโดยอัตโนมัติ โดยสิทธิประโยชน์ของบัตร PT Max Card ระดับ Prestige มีดังนี้ 1.รับฟรี ขนมปังปิ้งเนยนมน้ำตาล มูลค่า 40 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มชนิดใดก็ได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย (จำกัด 1 คู่/ สิทธิ์/ เดือน หมดเขต 31ธ.ค. 63) 2.รับฟรี ออริจินอล วาฟเฟิล มูลค่า 70 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มชนิดใดก็ได้ที่ร้าน Coffee World (จำกัด 1 ชุด/ สิทธิ์/ เดือน หมดเขต 31ธ.ค. 63) 3.รับสิทธิ์แลกซื้อ น้ำมันเครื่อง PT Maxnitron ราคาพิเศษ (จำกัด 2 ชิ้น/ สิทธิ์/ เดือน คละผลิตภัณฑ์ได้ หมดเขต 31 ธ.ค. 63) 4.ซื้อ 1 แถม 1 เมื่อซื้อน้ำดื่ม Max Mart ขนาด 600 มล. จำนวน 1 แพ็ค มูลค่า 49 บาท ที่ร้าน Max Mart (จำกัด 1 แพ็ค/ สิทธิ์/ เดือน หมดเขต 31ธ.ค. 63) 5.รับฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินด้านรถยนต์ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 12 เดือน* โดยซิกน่าประกันภัย (*สอบถามเงื่อนไขเพิ่มเติม โทร 02-853-0000) ด้าน นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า เรามุ่งมั่นพัฒนาบริการและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการของกลุ่มธุรกิจพีทีให้ตอบโจทย์ในทุกช่องทาง โดยเฉพาะการสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ล่าสุด พีทีพร้อมเปิดตัว LINE Business Connect ซึ่งเป็นโซลูชั่นใหม่บนแพลตฟอร์ม LINE ที่ลูกค้าสามารถเลือกกดแลกสิทธิพิเศษหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของตนเองผ่านฟีเจอร์นี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องโหลดแอพพลิเคชั่นใดๆเพิ่มเติม ส่งผลให้ใช้งานสะดวกและตอบโจทย์ความต้องการยิ่งขึ้น นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราตั้งใจมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ แบบจัดเต็มแมกซ์แก่ผู้บริโภค เพียงเข้า LINE Official Accounts แล้วพิมพ์คำว่า PT Station ท่านก็จะสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมดีๆ ตลอดจนโปรโมชั่นพิเศษได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส #PTMaxCard #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • "The 5th Thailand Yacht Show"

    “ไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ครั้งที่ 5” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางธุรกิจเรือยอร์ชและไลฟ์สไตล์หรูแห่งเอเชีย วันที่ 9-12 มกราคม 2563 ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า มหกรรมงานแสดงเรือยอร์ชและไลฟท์สไตล์สุดหรู “ไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ครั้งที่ 5” ได้รับเกียรติจาก นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธี โดยมีกลุ่มบุคคลสำคัญร่วมเป็นสักขีพยานเป็นจำนวนมาก อาทิ มร. แอนดี้ เทรดเวลล์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเวอร์เวนเทีย (Verventia) มร. กูลู ลาวานี (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากและบุคคลสำคัญในวงการเรือยอชท์ ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า จังหวัดภูเก็ต ภูเก็ต 9 มกราคม 2020 – มหกรรมงานแสดงเรือยอร์ชและไลฟท์สไตล์สุดหรู “ไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ครั้งที่ 5” เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ โดยกำหนดจัดงานรวม 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-12 มกราคม 2563 ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า จังหวัดภูเก็ต จุดประสงค์เพื่อดึงดูดบรรดาผู้ที่ชื่นชอบเรือยอร์ชและไลฟ์สไตล์ระดับหรูจากทั่วโลก ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจเรือยอร์ชระดับโลกแห่งเอเชีย และเป็นแพล็ตฟอร์มการตลาดที่สำคัญเพื่อการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในท้องถิ่น ผ่านงานเปิดตัวเรือยอร์ชระดับหรูรุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ดัง ตลอดจนกิจกรรมไลฟ์สไตล์ชั้นสูงของเอเชีย งานไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ครั้งที่ 5 จัดขึ้นในช่วงไฮซีซั่นของเกาะภูเก็ต ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ การจัดแสดงเรือยอร์ชระดับเฟิร์สคลาสจากกลุ่มผู้แทนจำหน่าย ผู้ผลิต และอู่ต่อเรือชั้นนำของโลก ซึ่งนำเรือรุ่นใหม่มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานครั้งนี้ ตลอดจนแบรนด์สินค้าชั้นนำ เอเจนซี่บริษัทเรือเช่าเหมาลำ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยนตกรรมระดับหรู รวมถึงธุรกิจโรงแรม อาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ซึ่งพร้อมนำเสนอบริการแก่ผู้เข้าชมงานและผู้มั่งคั่งจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งกลุ่มผู้ซื้อและเจ้าของเรือยอร์ชจำนวนมาก ซึ่งเดินทางมาเพื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการระดับไฮเอนด์ภายในงานครั้งนี้ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “หลังความสำเร็จอันงดงามของการจัดงานทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาทำให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า งานไทยแลนด์ ยอร์ชโชว์ ถือเป็นมหกรรมงานแสดงเรือยอร์ชและไลฟท์สไตล์สุดหรูระดับโลก ซึ่งดึงดูดทั้งแบรนด์ ดีลเลอร์ ลูกค้าชั้นนำ และกลุ่มผู้มั่งคั่งให้เดินทางมาสู่ประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของภูเก็ตให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจเรือยอร์ชอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งทำให้เราตัดสินใจว่าจะให้การสนับสนุนการจัดงานต่อเนื่องไปอีก 5 ปี เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเรือยอร์ชของจังหวัดอย่างยั่งยืน และแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของภูเก็ตในด้านธุรกิจบริการและโรงแรมที่พักชั้นเลิศ ซึ่งพร้อมให้บริการและรองรับการจัดงานระดับโลกทุกรูปแบบตลอดทั้งปี” มร. แอนดี้ เทรดเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวอร์เวนเทีย (Verventia) ผู้จัดงานไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ กล่าวถึงอนาคตของภูเก็ตในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญและอุตสาหกรรมเรือยอร์ชในเอเชียว่า “ภูเก็ตเป็นที่ยอมรับในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของการแล่นเรือยอร์ชและเรือสำราญที่สวยงามที่สุดในโลก ทัดเทียมกับแหล่งล่องเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแคริบเบียน ภูเก็ตจึงควรค่าแก่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวทางเรือและเรือสำราญในเอเชีย ซึ่งไม่เพียงความสวยงามของทิวทัศน์ทั้งบนบกและทางทะเล เกาะต่าง ๆ น้ำทะเลสีครามใส และแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ แต่ภูเก็ตยังมีความพร้อมทั้งในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ท่าเรือมารีน่า โรงแรมและบริการต่าง ๆ ในระดับเวิลด์คลาส ความสำเร็จของงานไทยแลนด์ ยอร์ชโชว์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจเรือของท้องถิ่นในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ ดีลเลอร์ โบรกเกอร์ และผู้ให้บริการกับธุรกิจและลูกค้าใหม่ ๆ ดังนั้น เราจึงขอขอบคุณการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่ช่วยให้งานในปีนี้เกิดขึ้นได้ และเราจะมุ่งมั่นจัดงานที่เพื่อสร้างสรรค์ความเติบโตให้แก่ตลาดที่มีศักยภาพนี้ต่อไป” งานไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ปีนี้ ดึงดูดแบรนด์ชั้นนำในธุรกิจเรือยอร์ชและไลฟ์สไตล์ระดับหรูมาร่วมจัดแสดงสินค้าและบริการกันอย่างคับคั่ง โดย มร. ริชาร์ด อัลเลน ผู้จัดการทั่วไป ซิมป์สัน มารีน กล่าวถึงการจัดแสดงเรือในงานนี้ว่า “เรามีความยินดีที่ได้เข้าร่วมงานไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ อีกครั้ง สำหรับปีนี้เรากำหนดเปิดตัวเรือยอร์ชรุ่นใหม่ 6 ลำ โดยเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียอย่างน้อย 3 ลำ เพื่อนำเสนอความสำเร็จและความก้าวหน้าของ ซิมป์สัน มารีน ในฐานะแบรนด์ชั้นนำของโลก เรายังมีเรือรุ่นใหม่จาก ซาน ลอเรนโซ (San Lorenzo) มอนติ คาร์โล ยอร์ช (Monte Carlo Yachts) แฟร์ไลน์ ยอร์ช (Fairline Yachts) เบนเนเทว (Benneteau) ลากูน คาตามารัน (Lagoon Catamarans) และอกิล่า พาวเวอร์ คาตามารัน (Aquila Power Catamarans) มาร่วมจัดแสดง พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับการเช่าเหมาลำเรือทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ทีมงานของซิมป์สัน มารีน ยังได้จัดเตรียมแพ็คเก็จพิเศษสำหรับเจ้าของเรือยอร์ชที่สนใจการเป็นเจ้าของเรือพร้อมบริการดูแลรักษา และบริการให้คำแนะนำการจดทะเบียนเรือให้แก่ผู้ที่สนใจ เนื่องจาก ซิมป์สัน มารีน เป็นบริษัทตัวแทนที่ได้รับอนุญาตการจดทะเบียนเรือของ Langkawi Yacht Registry งานไทยแลนด์ ยอร์ช โชว์ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เราได้พบปะกับเจ้าของเรือรายใหม่และลูกค้าที่มีเรืออยู่แล้ว ตลอดจนผู้ที่สนใจการแล่นเรือยอร์ชทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เราจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่ได้ต้อนรับลูกค้าทุกท่านในงานนี้” ลี มารีน (Lee Marine) บริษัทตัวแทนเรือซูเปอร์ยอร์ชชั้นนำและดีลเลอร์เฟร์เรตติ (Ferretti) กำหนดเปิดตัวเรือรุ่นใหม่ครั้งแรกในเอเชียทั้งจากคัสตอมไลน์ (Custom Line) ริว่า (Riva) และริเวียร่า (Riviera) รวมถึงเรือยอร์ชขนาดใหญ่ 2 ลำ ภายใต้ธงนอร์ธอร์ป แอนด์ จอห์นสัน (Northrop & Johnson) โดย มร. โจชัว ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลี มารีน กล่าวว่า “เรายังคงสนับสนุนงานไทยแลนด์ ยอร์ช โชว์ อย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่าเป็นงานจัดแสดงเรือยอร์ชรายการสำคัญของเมืองไทย เราเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของคณะผู้จัดงานเพื่อนำเสนอโอกาสการท่องเที่ยวบนเรือซูเปอร์ยอร์ช จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยและธุรกิจเรือยอร์ชของเอเชียในภาพรวม” ส่วนบริษัทโบ๊ทลากูนยอชต์ติ้ง (Boat Lagoon Yachting) กำหนดเปิดตัวเรือ Princess Y85 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยผ่านความร่วมมือพิเศษระหว่าง Pinnafarina กับสตูดิโอออกแบบของ Princess พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและประสิทธิภาพการต่อเรือที่ล้ำสมัยอันเลื่องชื่อของ Princess นอกจากนี้ ยังกำหนดจัดแสดงเรือรุ่นใหม่ Princess F62 ภายในงาน ทั้งนี้ บริษัทยังเป็นตัวแทนจำหน่ายเรือ RIBS สุดหรู จาก Sacs Marine และกำหนดนำเรือรุ่นไฮไลต์อย่าง Sacs Rebel 47 ขนาด 15 เมตร ซึ่งเป็นเรือ RIB ที่มีดีไซน์หรูหรามากที่สุดในตลาดมาจัดแสดง พร้อมด้วยเรือ Jeanneau Cap Camarat10.5Wa เพื่อมาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทยด้วยเช่นกัน หนึ่งในดีลเลอร์เรือคาตามารันรายใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของไทยอย่าง มัลติฮัลล์ โซลูชั่นส์ (Multihull Solutions) ได้กำหนดเปิดตัวเรือ NEEL Trimarans และ Asia Catamarans ครั้งแรกในเอเชียภายในงานนี้ โดย มร. แอนดรูว์ เดอ บรูอิน ผู้จัดการทั่วไป มัลติฮัลล์ โซลูชั่นส์ กล่าวว่า “เราคัดสรรเรือที่น่าสนใจมานำเสนอในงานไทยแลนด์ ยอร์ช โชว์ ปีนี้ เนื่องจากเราทราบว่าเรือคาตามารันที่มีความโดดเด่นของเรากำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก และเรายังได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจเสมอจากการเข้าร่วมงาน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายให้การสนับสนุนการจัดงานไทยแลนด์ ยอร์ช โชว์ เพื่อร่วมสร้างการเติบโตแก่อุตสาหกรรมเรือยอร์ชในอนาคต” สำหรับเอเชีย ยอร์ทติ้ง (Asia Yachting) ซึ่งเข้าร่วมงานปีนี้เป็นครั้งแรก เป็นดีลเลอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดและประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Monte Carlo Yachts และ Prestige Yachts จากฮ่องกง ซึ่งขณะนี้กำลังขยายการดำเนินธุรกิจมายังประเทศไทยและสิงคโปร์ โดย มร. โอลิเวียร์ เบสซัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเชีย ยอร์ทติ้ง กล่าวถึงธุรกิจในภูมิภาคและการเข้าร่วมงานไทยแลนด์ ยอร์ช โชว์ และ สิงคโปร์ ยอร์ช โชว์ ว่า “เราตื่นเต้นที่ได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในภูเก็ต ซึ่งจะช่วยให้เรามุ่งเน้นการจัดจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งคาดว่าจะเติบโตอย่างมากในช่วง 2- 3 ปีข้างหน้า เราตระหนักดีถึงความพยายามของผู้จัดงานที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม เราจึงรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนและคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ดีในงานปีนี้” ผู้ที่ชื่นชอบสินค้าจากอิตาลียังได้สัมผัสกับโซนแสดงสินค้าของบริษัทต่อเรือชื่อดัง อะซิมุท ยอร์ช (Azimut Yachts) ซึ่งกำหนดนำเรือรุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น มาจัดแสดง ขณะที่แบรนด์ดังจากอังกฤษ Sunseeker กำหนดจัดแสดงนำเรือยอร์ชระดับแถวหน้าเพื่อโชว์ผลงานเรือหรูระดับไฮแฟชั่นและร่วมสร้างสีสันในงานไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ ครั้งที่ 5 นี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ตื่นตากับงานจัดแสดงสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ล่าสุด ผ่านการนำเสนอข้อมูลแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ กิจกรรมพิเศษฉลองวันเด็ก การแสดงศิลปะและมาสเตอร์คลาส เวทีการแสดงดนตรีสด แฟชั่นโชว์ รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มอีกหลากหลาย พร้อมบาร์ลอยน้ำรูปแบบใหม่ใจกลางมารีน่า ไฮไลต์สำคัญของงานจัดแสดงในปีนี้คือ เรือยอร์ชและเรือระดับเวิลด์คลาสหลากรุ่นหลายขนาด ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกชมและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษได้ตามอัธยาศัย สำหรับผู้ที่สนใจยังสามารถเช่าเหมาลำหรือเลือกซื้อได้ตามงบประมาณ ทั้งเรือใบขนาดเล็กไปจนถึงเรือซูเปอร์ยอร์ช เรือRIB เจ๊ทสกี ระบบนำร่องสัญญาณเรือและอุปกรณ์เพื่อการเดินเรือต่าง ๆ ไปจนถึงของเล่นและอุปกรณ์กีฬาทางน้ำรุ่นใหม่ ตลอดจนโอกาสพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงานเป็นครั้งแรกให้ได้สัมผัสความตื่นเต้นของการแล่นเรือยอร์ชจากแพล็ตฟอร์มจัดแสดงภายในงาน เกาะรังน้อย ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวไม่ไกลจากบริเวณงาน ถูกกำหนดเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับในวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 เพื่อเป็นฉากอันงดงามให้ผู้เข้าชมงานได้ชื่นชมฝูงเรือซูเปอร์ยอร์ชระดับหรูที่ทอดสมออยู่กลางทะเล #ไทยแลนด์ยอร์ชโชว์ครั้งที่5 #The5thThailandYachtShow #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Triumph Motorcycles Debut BOBBER TFC

    “ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์” เปิดตัว “BOBBER TFC” รถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมความสมบูรณ์แบบ รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Bobber สุดล้ำและสวยงามของไทรอัมพ์ที่เปิดตัวในปี 2017 ได้สร้างมิติความคลาสสิกใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับกลุ่มใหม่ ต้องขอบคุณความดั้งเดิมที่ไม่มีใครเทียบได้ การตกแต่งสไตล์คัสตอม และงานด้านวิศวกรรมสุดทึ่ง ขณะนี้ Bobber TFC เป็นรถ TFC รุ่นที่ 3 ที่ไทรอัมพ์เปิดตัว โดย Bobber TFC พร้อมส่งมอบการตกแต่งและรายละเอียดสุดพรีเมี่ยมไปอีกขั้น ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิม รวมถึงแรงบิดสูงของเครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซี โครงรถที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่ดีและมีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมไปถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฉพาะรุ่น TFC ที่มีความโดดเด่นขั้นสูงสุด ความหายากสุดลิมิเต็ด · ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 750 คันทั่วโลก · แต่ละคันจะมีป้ายและหมายเลขกำกับเฉพาะตัว · ชุดส่งมอบ Bobber TFC สุดพิเศษ ความพิเศษ · กำลังสูงสุดที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้น 4 นิวตันเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Bobber และBobber Black · แรงบิดและกำลังสูงตลอดรอบเครื่องยนต์ทั้งหมด · แรงเฉื่อยเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าเดิม 39% ส่งผลให้มีรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น 500 รอบต่อนาที · น้ำหนักเบากว่ารุ่น Bobber Black 5 กิโลกรัม อุปกรณ์คุณลักษณะเฉพาะสูงสุดพรีเมี่ยมและโดดเด่น ยังรวมไปถึง - โช้คคู่หน้าปรับได้เต็มระบบของ Öhlins และระบบกันการสั่นสะเทือนหลังแบบปรับได้ - ท่อเก็บเสียงจาก Arrow พร้อมฝาครอบปลายท่อทำจากคาร์บอน - คาลิปเปอร์เบรกคู่แบบโมโนบล็อกของ Brembo M50 - ก้านเบรก Brembo MCS แบบ radial - โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ road, rain และ sport - ไฟท้าย LED แบบมัลติฟังก์ชั่น - ไฟหน้า LED พร้อมไฟท้าย DRL ความสวยงาม · สวยงามโดดเด่นตามแบบฉบับ Bobber แท้ ๆ มาพร้อมแฮนด์บังคับเฉพาะ · รายละเอียดและการตกแต่งสไตล์คัสตอมสุดพรีเมี่ยม ที่จะรวมถึง - โครงรถทำจากเส้นใยคาร์บอนพรีเมี่ยมสุดโดดเด่น - แผงคอก้ามปูตัวบนและล่างติดแผ่นโลหะเสดงหมายเลขลำดับรถ - เบาะนั่งทำจากหนังแท้ - หน้าจอแสดงผลและแผ่นตราสัญลักษณ์ TFC สุดโดดเด่น - สี พรีเมี่ยม ที่มีเฉพาะรุ่น TFC เท่านั้น - บังโคลนหน้าแบบสั้น - โครงรถและสวิงอาร์มพ่นสีดำลงรายละเอียดสวยงาม และขอบล้อชุบผิวอะลูมิเนียมสีดำ ด้วยสไตล์แบบคัสตอม พละกำลัง และประสิทธิภาพที่ก้าวไปอีกขั้นของ Bobber TFC ตัวใหม่นี้ จะช่วยส่งมอบขีดสุดในทุกด้านให้แก่รถตระกูล Bobber ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากได้ โดยรถ TFC รุ่นที่ 3 สุดมหัศจรรย์ ที่หาได้ยาก งดงาม และพิเศษนี้ เป็นการเฉลิมฉลองผลงานชิ้นโบว์แดงทางด้านวิศวกรรมสไตล์อังกฤษ ซึ่งยังรวมไปถึงรายละเอียดและการตกแต่งที่หาได้ยากและไม่มีการผลิตซ้ำขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยส่งมอบประสิทธิภาพในทุกมิติ รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เนื่องจากจะมีเพียงแค่ 750 คันที่จะขายไปทั่วโลก Bobber TFC จะกลายเป็นหนึ่งในรถโมเดิร์นคลาสสิกที่เป็นที่พึงพอใจและพิเศษที่สุดของไทรอัมพ์ อีกทั้งตราสัญลักษณ์ TFC สุดพรีเมี่ยมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ลงผิวรายละเอียดด้วยทอง รวมถึงแผ่นป้ายหมายเลขรถที่อยู่เหนือแผงคอก้ามปูตัวบน โดยแต่ละคันจะมีความโดดเด่นและจะไม่ผลิตขึ้นอีก เจ้าของ Bobber TFC ทุกคนจะได้รับชุดส่งมอบ TFC สุดพิเศษซึ่งเป็นของเฉพาะสำหรับรถแต่ละคัน โดยจะระบุหมายเลข และลงนามโดย Nick Bloor ประธานกรรมการบริหารของไทรอัมพ์ หนังสือการตกแต่งสไตล์คัสตอมโดยเฉพาะ ผ้าคลุมรถ Bobber TFC ที่สวยงาม กระเป๋าเก็บเอกสาร TFC และกระเป๋าเป้หนัง TFC สุดพรีเมี่ยม พละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นจากการอัพเกรดเครื่องยนต์ Bobber TFC รุ่นใหม่นี้ ให้พละกำลังมากกว่ารุ่นมาตรฐาน Bobber และ Bobber Black 10 แรงม้า (มากกว่า 13%) เนื่องจากการอัพเกรดเครื่องยนต์ รวมไปถึงส่วนประกอบของเครื่องยนต์ถูกทำให้มีน้ำหนักเบาลง อาทิ เพลาข้อเหวี่ยงแรงเฉื่อยต่ำ ระบบคลัตช์ เพลาถ่วงสมดุลเครื่องยนต์ ส่วนประกอบไดชาร์จ ฝาครอบลูกเบี้ยวทำจากแม็กนีเซียม ฝาครอบเครื่องยนต์ และท่อเฮดเดอร์ที่ถูกทำให้น้ำหนักเบาลง นอกจากจะมาพร้อมกับพละกำลังที่มากกว่าเดิมแล้ว Bobber TFC ยังส่งมอบแรงบิดที่มากกว่าตลอดช่วงของรอบเครื่องยนต์ สูงสุดที่ 110 นิวตันเมตร ซึ่งสูงกว่ารุ่นมาตรฐาน Bobber และ Bobber Black ที่ 4 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ที่ออกแบบให้มีแรงบิดสูงขึ้นทำให้มีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่าเดิม 500 รอบต่อนาที โดยรอบเครื่องสูงสุดจะอยู่ที่ 7,500 รอบต่อนาที นอกจากนี้ ยังมีระบบท่อไอเสียสุดพรีเมี่ยมสำหรับรุ่น Bobber TFC เท่านั้น มาพร้อมกับท่อเก็บเสียงทำจากไทเทเนี่ยมจาก Arrow และฝาครอบปลายท่อทำจากคาร์บอน ซึ่งจะช่วยส่งมอบเสียงของเครื่องยนต์ลูกสูบคู่สไตล์อังกฤษที่ดุดันและโดดเด่น คุณลักษณะเฉพาะที่สูงกว่าเดิมและน้ำหนักที่เบากว่าเดิม ด้วยน้ำหนักของรถที่เบากว่าเดิมทำให้ Bobber TFC มีน้ำหนักน้อยกว่ารุ่น Bobber Black 5 กิโลกรัมโดยประมาณ ทำให้การขับขี่คล่องตัวมากกว่าเดิม เป็นผลลัพธ์มาจากการปรับปรุงพัฒนาส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์ โครงด้านนอกของรถทำจากเส้นใยคาร์บอน โครงรองรับเครื่องยนต์ทำจากอะลูมิเนียม ชุดเปลี่ยนไฟท้าย แบตเตอรี่เบาลงกว่าเดิม นอกจากน้ำหนักที่เบากว่าเดิม Bobber TFC มีคุณลักษณะเฉพาะและอุปกรณ์ที่มีระดับ มาพร้อมกับโช้คหน้าหัวกลับของ Öhlins แบบปรับได้ และระบบกันการสั่นสะเทือนหลัง Öhlins แบบปรับได้เช่นกัน Bobber TFC มีความโดดเด่นเฉพาะ ด้วยคุณลักษณะเฉพาะขั้นสูงของคาลิปเปอร์สูบเดี่ยว Brembo M50 radial 4 สูบ และจานเบรกคู่หน้า Brembo ที่จะทำให้ความสามารถในการหยุดรถดีเยี่ยม คุณลักษณะเฉพาะสุดพรีเมี่ยมยังรวมถึงก้านเบรก Brembo แบบ radial MCS span แบบปรับระยะได้ และคันบังคับคลัตช์เข้าคู่ ระดับขีดความสามารถสูงสุด เพิ่มระดับของเทคโนโลยีขึ้นไปอีกขั้นโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก ซึ่งจะมีโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport) เพิ่มเติมจากรูปแบบการขับขี่เดิมที่มีอยู่แล้วเป็นทั้งหมด 3 โหมด คือ Rain, Road และ Sport ซึ่งตอนนี้ได้มีการปรับปรุงการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อ ระบบเบรก ABS และการตั้งค่าการควบคุมการยึดเกาะถนน (Traction Control) ให้เหมาะกับสภาพการขับขี่และความชอบของผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้คันเร่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งช่วยส่งมอบการควบคุม ความปลอดภัย และความสามารถในการขับขี่ที่ดีขึ้นและเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น อัตราการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ต่ำลง และความทนทานที่มากขึ้น Bobber TFC ยังได้ติดตั้งระบบส่องสว่างโดยใช้หลอด LED ทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงไฟหน้าคู่ซึ่งเป็นแบบ LED ทั้งหมด มาพร้อมกับไฟ DRL อันเป็นเอกลักษณ์ ไฟท้ายแบบมัลติฟังก์ชั่น ไฟหน้า และไฟส่องป้ายทะเบียนBobber Triumph Factory Custom มาพร้อมกับชุดอุปกรณ์สไตล์ใหม่ พร้อมหน้าปัดคู่ตราสัญลักษณ์ TFC ที่โดดเด่นและสวยงาม รวมไปถึงตัวแผ่นป้ายสัญลักษณ์ไทรอัมพ์แบบใหม่ด้วย นอกจากนี้ชุดอุปกรณ์ยังเชื่อมต่อกับระบบเมนูดิจิทัล ที่จะแสดงข้อมูลสำคัญให้แก่ผู้ขับขี่และสามารถเข้าถึงได้โดยใช้เกียร์บังคับนอกจากนี้ ยังมีระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อความปลอดภัยและการควบคุมรถขั้นสูงสุด โดยทั้ง 2 ระบบนี้ถูกออกแบบอย่างกะทัดรัดไม่รบกวนสายตา ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม ระบบคลัตช์แบบ Torque Assist ของไทรอัมพ์ที่ปรับแต่งเพื่อช่วยลดแรงในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่ จะทำให้รถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้นในการเดินทางระยะยาว รวมถึงขณะออกตัวและหยุดนิ่ง ในขณะที่ระบบป้องกันการโจรกรรมเครื่องยนต์ พร้อมด้วยระบบติดตามรถรวมกันอยู่ในกุญแจป้ายทองอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์มาตรฐาน รายละเอียดและการตกแต่งสไตล์คัสตอมสุดพรีเมี่ยม การจัดรูปแบบใหม่สำหรับสไตล์ Bobber นั้น Bobber TFC ใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของ Bobber อย่างแท้จริง เสริมด้วยแฮนด์บังคับแบบคลิปออนสุดโดดเด่น และโครงภายนอกรถทำจากเส้นใยคาร์บอนน้ำหนักเบาที่ผ่านกระบวนการด้านวิศวกรรมอย่างละเอียดทำให้มีความสวยงามโดดเด่น รวมไปถึงแผงด้านข้างทำจากเส้นใยคาร์บอนที่สวยงาม ติดด้วยแผ่นป้ายเคลือบตราสัญลักษณ์ TFC บังโคลนหน้าขนาดเล็กและตัวเสริมบังโคลนทำจากเส้นใยคาร์บอน รายละเอียดประณีตเพิ่มเติมยังรวมถึงปลอกจับแฮนด์บังคับสลักเป็นร่องกันลื่น ช่วยเพิ่มความสปอร์ตที่โดดเด่น เสริมตำแหน่งการขับขี่และสรีระศาสตร์ แผงคอก้ามปูทั้งตัวล่างและบนทำจากอะลูมิเนียมผ่านการเจาะแผ่นเหล็กแบบล้ำสมัย เบาะหนังแท้ที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ ที่นั่งท้ายเล็ก ๆ สไตล์ Bobber และฝาถังน้ำมันทำจากอะลูมิเนียมเจาะแผ่นเหล็กทุกสิ่งนี้ล้วนมาพร้อมกับลักษณะที่โดดเด่นสวยงาม รวมไปถึงล้อซี่ลวดชุบอะลูมิเนียมสีดำสุดพรีเมี่ยม สปริงของระบบกันการสั่นสะเทือนของล้อหลัง Öhlins และโช้คคู่ของ Öhlins เช่นกัน ฝาครอบเครื่องยนต์สีดำ โครงรถและสวิงอาร์มสีดำ เพื่อเติมเต็มธีมสีดำ และความเป็นเส้นใยคาร์บอนแท้ รถรุ่น Bobber TFCมีสีพรีเมี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ สี Carbon Black และ Matt Carbon Black สุดโดดเด่น และยังติดธงสัญลักษณ์อังกฤษประดับด้วยฟอยล์สีเงินบริเวณที่รองเข่า ดีคอล Bobber ตกแต่งด้วยการขัดเงา พร้อมตราสัญลักษณ์ไทรอัมพ์ที่ติดอยู่บนตัวถัง ในขณะที่ถังน้ำมันจะมีลายขวางสีทอง และลงรายละเอียดด้วยสีทองไปทั่วทั้งตัวรถ ตั้งแต่ป้ายตราสัญลักษณ์ ผิวหน้าของอุปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงกุญแจที่โดดเด่นสวยงาม หรือแม้กระทั่งสายโซ่สีทองในสไตล์คัสตอมอีกด้วยBobber TFC ยังคงลักษณะการออกแบบของ Bobber สุดโดดเด่นเอาไว้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ครอบแบตเตอรี่ พร้อมกับสายรัดทำจากแสตนเลส ดุมล้อออกแบบคล้ายดรัมเบรกสุดคลาสสิค บังโคลนหลัง คอยล์จุดระเบิดบริเวณด้านหน้าของแผงรถฝั่งขวา กระจกมองข้าง และฝาถังน้ำมันติดตราแบบล็อกได้ ข้อเสนอจาก Triumph Factory Custom Triumph Factory Custom รุ่นใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ไม่เหมือนใครของไทรอัมพ์ที่มีต่อภาพลักษณ์แบบคัสตอม ซึ่งต่อยอดมาจากความหลงใหลที่โดดเด่น และความรู้ความชำนาญที่รวมอยู่ในทีมวิศวกรรม และการออกแบบของไทรอัมพ์ คือความหลงใหลที่ได้ถูกนำเสนอออกมาหลายครั้งด้วยการสร้างรถมอเตอร์ไซค์สุดโดดเด่นขึ้นภายในโรงงานออกแบบที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ จากรถมอเตอร์ไซค์ตัวแทนสไตล์คัสตอมส่วนบุคคลไปจนถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในภาพยนตร์ และรถที่ใช้ในสนามแข่งมากมาย มีตั้งแต่รถแบบออฟโรด ไปจนถึงรถที่ใช้ในการแข่งขันประเภททางตรงและในสนาม ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการขับขี่ และหลาย ๆ คันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แข่ง โดยแต่ละคันจะแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการออกแบบและความประณีตในการลงรายละเอียดระดับโลกของทีม Triumph factory custom ด้วยการนำเสนอรถจักรยานยนต์ TFC ตั้งแต่ปี 2014 รวมถึงรุ่น Bobberและ Scrambler เรื่อยมาจนถึงรุ่น Thruxton TFC และ Rocket 3 TFC สุดทึ่งที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วโลก และยังได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว การเปิดตลาดของรถ TFC รุ่นที่ 3 นี้เป็นสัญญาณให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทรอัมพ์ ที่จะยังคงผลิตรถที่สวย มีความพิเศษ และเป็นที่พึงพอใจมากที่สุดเท่าที่เคยมี ซึ่งจะมีโมเดล TFC อื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย #BOBBERTFC #Triumph #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Thailand Yacht Show 2020

    อะซิมุท ยอชท์ กระตุ้นต่อมเศรษฐีไทย เปิดตัวเรือใหม่ ‘Flybridge 60’ ในงาน Thailand Yacht Show 2020 ที่ภูเก็ต บริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาร์เตอร์ (เอเซีย) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเรือยอชท์ อะซิมุท อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นำเรือยอชท์ fleet ใหม่ มาร่วมจัดแสดงในงาน Thailand Yacht Show 2020 ที่ภูเก็ต พร้อมเปิดตัวรุ่นใหม่ อะซิมุท Flybridge 60 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงาน Thailand Yacht Show 2020 ระหว่างวันที่ 9-12 มกราคมนี้ ณ ท่าจอดเรือ L2 และ L4 ในส่วนของ in-water display ที่ Royal Phuket Marina จังหวัดภูเก็ต ธน จงสืบธรรม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาร์เตอร์ (เอเชีย) จำกัด เผยว่า “งานนี้นับเป็นครั้งแรก ที่เรือยอชท์ อะซิมุท Flybridge 60 จะเผยโฉมในประเทศไทย ผมจึงขอเชิญชวนเจ้าของเรือยอชท์และผู้ที่สนใจ ให้มายลโฉมและสัมผัสเรือยอชท์อิตาเลียนพันธุ์แท้ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี พร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับอิตาเลียนดีไซน์ และสมรรถนะในการขับเคลื่อนอันเหนือชั้น” ++ Azimut Flybridge 60 เปิดตัวครั้งแรกในไทย การันตีด้วยรางวัลระดับโลก สิ่งที่ทำให้เรือยอชท์ อะซิมุท แตกต่างจากแบรนด์ทั่วไปก็คือ การเป็นเรือยอชท์อิตาเลียนพันธุ์แท้ ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี รวมถึงมีการออกแบบภายนอก-ภายใน ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผสานความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เรือยอชท์ อะซิมุท Flybridge Collection เป็นเรือแบบ 2 ชั้น ที่ได้รับความนิยมสูงทั่วโลก จากดีไซน์อันโดดเด่น โดยเมื่อปีที่ผ่านมา อะซิมุท Flybridge 78 ก็คว้ารางวัลการออกแบบพื้นที่ใช้สอยดีที่สุด ‘Best Layout Yacht’ จากงาน Cannes Yachting Festival 2019 อะซิมุท Flybridge 60 ความยาว 18.25 เมตร โครงสร้างผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมอันทันสมัยและเทคโนโลยีสุดไฮเทค ขับเคลื่อนด้วย 2 เครื่องยนต์วอลโว่ Penta D13 900 MHP ทำความเร็วได้ถึง 31 Knot ผสานการออกแบบและจัดวางพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว สะดวกสบายครบครันกับ 3 ห้องนอน และ 3 ห้องน้ำ ขณะที่ Flybridge หรือดาดฟ้าก็กว้างขวาง เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ และสามารถบังคับเรือได้จากชั้นบน เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจัดแสดงเรือยอชท์ยอดนิยม อะซิมุท Atlantis 43 เด่นด้วยรูปลักษณ์ปราดเปรียวแบบ อิตาเลียนดีไซน์ ควบคุมง่าย คล่องตัว พร้อมความหรูหราสะดวกสบายแบบไร้ที่ติ และเพื่อเป็นการ ฉลองครบรอบ 50 ปีในปีที่ผ่านมานีและทางบริษัทฯ จึงมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน โดยให้คุณเป็นเจ้าของเรือยอชท์ยอดนิยม ‘อะซิมุท Atlantis 43’ ได้ง่ายๆ ด้วยการผ่อนชำระแบบสบายๆ เพียงเดือนละ 230,000 บาทนอกจากนั้น ผู้ชมงานก็จะได้สัมผัสขีดสุดแห่งยนตรกรรมสุดหรูจาก มิลเลนเนียม ออโต้ กับ บีเอ็มดับเบิลยู The 7 และ X3 ในราคาพิเศษ โดยทุกการจอง รับทองคำ น้ำหนักรวมกว่า 200 บาท* บริเวณ Exhibition Hall zone AB-C #Flybridge60 #ThailandYachtShow2020 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • TAQA Platinum Excellence Award 2019

    ฟิล์มกรองแสงลามิน่าคว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด TAQA Platinum Excellence Award 2019 รางวัลการันตีการไม่หยุดพัฒนาคุณภาพและบริการ จนครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด รับรางวัล Platinum Excellence Award จากดร. ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถือเป็นความสำเร็จทางด้านการครองใจผู้บริโภคของฟิล์มลามิน่าในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 อีกครั้งหนึ่ง ลามิน่าประกาศศักดาความเป็นฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่งในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 24 ปี ด้วยการได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ – ฟิล์มกรองแสง ประจำปี 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ด้วยรางวัล Platinum Excellence Award จากการประกาศผล TAQA - Thailand Automotive Quality Award ที่จัดโดยบริษัท สื่อสากล จำกัด,บริษัท คัสต้อม เอเชีย จำกัด,หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสถาบันยานยนต์ นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ลามิน่าและฟิล์มกรองแสงกลุ่มพิเศษลูมาร์ ผลิตโดยซีพีฟิล์ม อิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงการได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ว่า “บริษัทขอขอบคุณผู้บริโภคทั่วประเทศไทยที่โหวตให้ลามิน่าได้รับรางวัล TAQA Platinum Excellence Award ให้เป็นฟิล์มกรองแสงครองใจมหาชนเป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องถึง 10 ปีซ้อน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของทีมงานทุกคน และเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่ยึดมั่นมาตลอด 3 ประการ นั่นคือ การมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้แก่ผู้บริโภค การให้บริการที่ยอดเยี่ยม และสุดท้ายการยืนหยัดให้ความรู้เรื่องฟิล์มกรองแสงที่ถูกต้องอย่างจริงใจ เหล่านี้คือสิ่งที่ลามิน่าฟิล์มมุ่งมั่นส่งต่อสู่ผู้บริโภคทุกท่าน ดังคนที่ห่วงใยใกล้ตัวคุณมาตลอด 25 ปีและตลอดไป” นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าอุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องรถยนต์ เรือ อากาศยาน “ไทรบอส” จากอังกฤษ ฟิล์มนิรภัยติดกระจกด้านนอกรถคุณภาพสูง “เบรย์” จากสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถครบวงจร แอลลักซ์ จากสหรัฐอเมริกา ลำโพง ติดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ “โซนิค ดีไซน์” จากญี่ปุ่น แต่เพียงผู้เดียว #Lamina #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Unitarian society, year 4

    รัฐมนตรี ศธ. ร่วมหนุนเยาวชนไทย กระตุ้นจิตสำนึกผู้ใหญ่ให้เด็กใส่หมวกกันน็อก ผ่านโครงการ “สังคมหัวแข็ง ปี 4” โดย เอ.พี. ฮอนด้า เอ.พี. ฮอนด้า ผู้บุกเบิกการรณรงค์โครงการขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทย และจัดกิจกรรมการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) สานต่อโครงการ “สังคมหัวแข็ง” เป็นปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นโครงการแรกของประเทศไทยที่มีแนวคิดรณรงค์ใส่หมวกกันน็อกให้กับเด็ก โดยมี นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมผลักดัน และเน้นย้ำนโยบายภายใต้กฎเหล็ก 3 ข้อ “ขี่ซ้อนเราใส่ ใกล้ไกลเราใส่ ใครไม่ใส่เราไม่ยอม” พร้อมชวนน้อง ๆ เยาวชนช่วยกันเตือนผู้ใหญ่ในครอบครัว ให้ตระหนักถึงการเพิ่มความปลอยภัยและสร้างนิสัยสวมหมวกกันน็อกให้กับตนเองและเด็กทุกครั้งก่อนขับขี่ เพื่อสร้างสังคมหัวแข็งให้กว้างขึ้นและเกิดเป็นความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งปีนี้โครงการ สังคมหัวแข็ง ปี 4 ได้จัดขึ้นผ่านกิจกรรม 2 รูปแบบได้แก่ 1. กิจกรรมการประกวดแผนงานรณรงค์การสวมหมวกกันน็อก “โรงเรียนหัวแข็ง” เปิดกว้างสำหรับแผนงานจากโรงเรียนประถมศึกษา และ โรงเรียนมัธยมศึกษา 2. กิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” เปิดโอกาสให้เยาวชนทั้งระดับประถมต้น (ป.1-3) และประถมปลาย (ป.4-6) ได้สร้างสรรค์จินตนาการลงบนหมวกกันน็อกกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เอ.พี. ฮอนด้า ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมสมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ร่วมสร้างปรากฎการณ์ ทราบแล้วเปลี่ยน….!! “เปลี่ยนสังคมไทย ให้เป็นสังคมหัวแข็ง” และชิงทุนการศึกษาและทุนสำหรับพัฒนากิจกรรมให้กับโรงเรียนไว้ รวมมูลค่ารวม 2 ล้านบาท ปิดรับสมัครวันที่ 20 มกราคม 2563 และเตรียมพบกับกิจกรรมรอบชิงชนะเลิศ ใน 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 ติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ aphonda.co.th/HelmetProject เฟซบุ๊ก fb.com/aphondahelmetproject ไลน์ : @honda.helmet อีเมล : hondahelmetsociety@gmail.com #SavetheChildren #aphonda #Unitariansocietyyear4 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • “Toyota Campus Challenge 2019”

    โตโยต้า ถนนสีขาว ประกาศผลรางวัล การประกวดแผนรณรงค์สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา นางปวีณา นันทิกุลวาณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยนายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ร่วมพิธีมอบรางวัลรอบชิงชนะเลิศกิจกรรม Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว ประกวดแผนประชาสัมพันธ์และรณรงค์สร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา เพื่อก่อให้เกิดการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนรุ่นใหม่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562 ณ TOYOTA Alive Space ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ดำเนินงานโดยยึดถือ “การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน” เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ซึ่งดำเนินงานภายใต้โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” ต่อเนื่องกว่า 30 ปี มีวัตถุประสงค์ในการร่วมลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแนวทางการสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ซึ่งกิจกรรม Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตสูง โดยให้นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการออกแบบแผนประชาสัมพันธ์และรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนในสถานศึกษา จนถึงการลงมือปฏิบัติเพื่อลดอุบัติเหตุจริง โดยกิจกรรม Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว เปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาทั่วประเทศได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีนิสิตและนักศึกษาสนใจสมัครเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 838 ทีม โดยภายหลังผ่านการอบรมขับขี่ปลอดภัยจากผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า และนำเสนอแผนในการรณรงค์สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนในสถานศึกษาแก่คณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ทำการคัดเลือก 15 ทีมสุดท้าย ไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละทีมจะได้รับทุนสนับสนุนมูลค่ากว่า 20,000บาท ไปใช้ในการรณรงค์แผนและปฏิบัติจริงในสถานศึกษาเป็นระยะเวลา 1 เดือน และในรอบชิงชนะเลิศ ทั้ง 15 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศในวันที่    19 ธันวาคม 2562 โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านความปลอดภัยทางถนน - นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) - รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ด้านการออกแบบและสร้างสรรค์แผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ - ดร. ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง - นายคงศักดิ์ เจียมสากล Senior Creative Director บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จํากัด ด้านการสร้าง Content ใน Social Media - คุณอารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล (คัตโตะ ลิปตา) ศิลปินและบล็อกเกอร์ชื่อดัง ตัวแทนจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด - คุณสุปรียา ไม้มณี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมสังคม         บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด     เกณฑ์ในการตัดสินรางวัลพิจารณาจากแผนการรณรงค์ที่สามารถปฏิบัติและวัดผลได้จริง พร้อมทั้งมีแผนงานต่อยอดโครงการในอนาคตระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งสามารถลดอุบัติเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืน ผลการตัดสิน Campus Challenge 2019 โดยโตโยต้า ถนนสีขาว มีดังนี้  รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “สาธุบุญโยเร” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  - นายธนภัทร พรหมภัทร์  - นางสาวปวริศา ปัทมะสุวรรณ์  - นาวสาวอาทิตยา พิมพาคำ  - นางสาวอารียา หน่อสุวรรณ ชื่อแผนรณรงค์  The Lucky C Way ทางม้าลายสายมงคล รางวัลที่ได้รับ  - ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน มูลค่า 500,000 บาท  - ทุนการศึกษา 100,000 บาท ทุนสนับสนุนในการพัฒนาแผนงานแก่คณาจารย์ที่ปรึกษา 30,000 บาท  - เงินสนับสนุน 100,000 บาท มอบให้มหาวิทยาลัยเพื่อการดำเนินกิจกรรมต่อยอด 4 เดือน  - โอกาสฝึกงานที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือพันธมิตร  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “Chinathip” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม - นายพิสิษฐ์ แก้วศิลา - นายชัยภัคดิ์ ตั้งประจักษ์ - นางสาวนันทิชา สวัสดีพละ - นายภัทรวิทชญ์ ภัทรวัฒน์กุล ชื่อแผนรณรงค์ Bluedyguard ใครไม่เห็น แต่บลูดี้เห็นเด้อ รางวัลที่ได้รับ - ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน มูลค่า 500,000 บาท - ทุนการศึกษา 80,000 บาท ทุนสนับสนุนในการพัฒนาแผนงานแก่คณาจารย์ที่ปรึกษา 20,000 บาท - เงินสนับสนุน 100,000 บาท มอบให้มหาวิทยาลัยเพื่อการดำเนินกิจกรรมต่อยอด 4 เดือน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม “4 ANGIES ขี่ม้ายูนิคอร์น” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม - นายเสกสรร นาหัวนิล - นางสาวณัชชา ผิวผ่อง - นายธีระนัย จันทร์ไพสนต์ - นางสาวปรียานุช สุโพธิ์ ชื่อแผนรณรงค์ UniCross Safe Life รางวัลที่ได้รับ - ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน มูลค่า 500,000 บาท - ทุนการศึกษา 50,000 บาท ทุนสนับสนุนในการพัฒนาแผนงานแก่คณาจารย์ที่ปรึกษา 10,000 บาท - เงินสนับสนุน 100,000 บาท มอบให้มหาวิทยาลัยเพื่อการดำเนินกิจกรรมต่อยอด 4 เดือน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ - ทีม “ต๊ะต่อนยอน” และ ทีม “สามสาวมหัศจรรย์" มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รางวัลที่ได้รับ - ทุนการศึกษา 15,000 บาท รางวัลชมเชย ได้แก่ - ทีม “สู้ทั้งคืน” มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย - ทีม “Flash” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ - ทีม “โหยยยยเพ่ ผมไม่ได้ดูดยา ใต้ตาดำ เพราะไม่ได้หลับมา 3 4 เด็กดีครับผม” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี - ทีม “Neko” มหาวิทยาลัยฟาฏอนี - ทีม “เข้า WIN” มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น - ทีม “T-MIB (The Mission Impossible)” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - ทีม “Slow Ride Start Safe” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา - ทีม “No break เพราะเราจะไม่หยุดแค่นี้” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน - ทีม “Quad Squad” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ - ทีม “We share Wheelchair” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รางวัลที่ได้รับ - ทุนการศึกษา 5,000 บาท รางวัล Popular Vote ได้แก่ - ทีม “We share wheelchair” มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รางวัลที่ได้รับ - ทุนการศึกษา 10,000 บาท รางวัล Best Presenter ได้แก่ - ทีม “ต๊ะต่อนยอน” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  รวมมูลค่ารางวัลการประกวดทั้งสิ้น 2,180,000 บาท โตโยต้ามุ่งหวังว่า ความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างวินัยและน้ำใจ เพื่อร่วมสร้างสังคมคนขับรถดีอันจะนำไปสู่ถนนสีขาวหรือถนนปลอดอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริงในอนาคต นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมไทย ด้วยการส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มให้แก่คนไทยทุกคน และพร้อมที่จะร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป #ToyotaCampusChallenge2019 #โตโยต้าขับเคลื่อนความสุข #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • New MG HS

    ยนตรกรรมที่รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกๆด้านเพื่อให้เป็นรถที่มีความสง่างามสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จพร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด ELEGANCE มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่นสะดวกสบายเหนือระดับแบบรถซีดานแต่ให้ความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่าพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยมอีกทั้งยังเหนือกว่าด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-Smart ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน New MG HS ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันโดยผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัวโดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถ กระจังหน้าดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ซึ่งมาพร้อมแนวคิด Stella Magnctic Field ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากันไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Dynamic Running Lightsและไฟท้ายแบบ Space Light Field ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังที่แสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential เพิ่มความหรูหรายิ่งขึ้นพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วในรุ่น D และ X และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วในรุ่น C ●ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความโค้งมนรับสรีระพร้อมการเล่นระดับ มีสไตล์และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ครอบคลุมทั้งบริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพิ่มความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มีส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น X)ในขณะที่กำลังนั่งสบายแบบปรับพับได้แบบ 60 :40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้และที่วางแขนขนาดใหญ่โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟในห้องโดยสารแบบ lnteractive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตูและสามารถปรับแสงในห้องโดยสารได้มากกว่า 64 เฉดสี รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตรเพิ่มสุนทรีภาพในการเดินทาง ● New MG HS มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในขณะขับขี่อย่างครบครันอาทิ หน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ lnteactive Multi -Function Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง ระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้วพวงมาลัย multi function ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบDual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push start นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า Electric Liftgate ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ● New MG HS มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST(Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 Speed ให้พละกำลังสูงสุด 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตรในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาทีโดยสามารถทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาทีพร้อมรองรับน้ำมัน E85 โดยรุ่น X มาพร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับรูปแบบการขี่ได้ถึง 4 โหมดคือโหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นโหมด Sport เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่และโหมด Custom ที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการนอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่ม SuperSport บนพวงมาลัยที่ช่วยเร่งกำลังการขับขี่ให้แรงขึ้นเพิ่มอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ●New MG HS มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้ความสบายและความมั่นใจในการขับขี่ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ที่ได้รับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ของลูกค้า และช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติ-ลิงค์ ที่รองรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย ●New MG HS มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-Smart เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์ MG ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Commart ระบสั่งการที่สามารถสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยที่มีฟังค์ชั่นการสั่งการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศระบบเปิดปิดหน้าต่างฝั่งคนขับและระบบเปิดปิดหลังคาซันรูฟรวมถึงค้นหาจุดที่น่าสนใจ ผ่าน Navigator เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการต่างๆผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน MG Mobile Application บนสมาร์ทโฟน Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงฮิตเพลงดังผ่านออนไลน์ Music และค้นหาร้านอาหารเด็ด สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม สถานแสดงผลการจราจรรวมถึงอัพเดทข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะและตรวจเช็ครถได้อย่างง่ายดายตลอดจนการสั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถตรวจสอบตำแหน่งรถแจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติและช่วยค้นหาศูนย์บริการรวมถึงการบันทึกการดูแลรักษาตามระยะทางผ่าน MG Mobile Application นอกจากนี้ยังให้ความปลอดภัยด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่แข็งแกร่งพร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรปหรือ Advanced Syncchronized Protection System มากถึง 25 ระบบ ประกอบด้วยระบบ Synchronized Protection System ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยตั้งระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง, ระบบลดความเสี่ยงที่ทำให้รถพลิกคว่ำ,ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา นอกจากนี้ยังเสริมความปลอดภัยให้อีกด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุดเพิ่มมุมมองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ●New MG HS มี 3 รุ่นย่อยได้แก่รุ่น C รุ่น D และรุ่นสูงสุดคือรุ่น X พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สีได้แก่สีแดง Scarlet Red, สีขาวArctic ,สีดำ Black Knight และสีเงิน Silver Metallic และสำหรับลูกค้า 1,000 แรกจะได้รับส่วนลดเงินสดหรือวงเงินใช้สำหรับซื้อชุดอุปกรณ์ตกแต่งของ MG มูลค่า 34,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการMG ทั่วประเทศ ประเทศหรือสอบถามที่ MG Call Center โทร 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com #NewMGHS #Mgsalesthailand #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Isuzu launches new Elf family 4 wheel truck "NLR Lite"

    อีซูซุเปิดตัวรถบรรทุก 4 ล้อตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่! “NLR Lite” เพิ่มความคุ้มค่า...ขนส่งสะดวกทุกเวลา อีซูซุพร้อมตอบโจทย์ด้านการขนส่งทุกรูปแบบ เปิดตัวเจ้าแห่งรถบรรทุกตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่ล่าสุด “NLR Lite” ชูจุดเด่นน้ำหนักรถเบาสุดเพียง 1,720 กิโลกรัม รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดให้ความคล่องตัวต่อการขนส่งในเมือง พร้อมสมรรถนะการเกาะถนนและทรงตัวที่ดีกว่า บรรทุกได้เทียบเท่ารถปิกอัพตอนเดียว 2 คัน ขนส่งสะดวกทุกเวลา เพิ่มความคุ้มค่า ประหยัดกว่า กำไรมากกว่า พร้อมการรับประกันนานถึง 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกอันดับ 1 และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจการขนส่งตามแนวคิด “อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ” อีซูซุจึงพร้อมเปิดตัวรถบรรทุก 4 ล้อ ตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่! “NLR Lite” ที่ตอบโจทย์การขนส่งในเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบ ให้ความคล่องตัวในการขับขี่สูง ใช้งานได้สะดวกทุกเวลา เนื่องด้วยเป็นรถบรรทุก 4 ล้อที่มีน้ำหนักหัวเก๋งและแชสซีส์โดยประมาณ 1,720 กิโลกรัม มีความกว้างของหัวเก๋งเทียบเท่ารถปิกอัพ แต่สามารถต่อตู้ยาวได้ถึง 2.90 เมตร ได้พื้นที่บรรทุกเทียบเท่ากับรถปิกอัพตอนเดียว 2 คัน พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด เพียง 5.10 เมตร สะดวก คล่องตัวต่อการขนส่งในเมืองที่มีซอยแคบ จึงให้ความคุ้มค่า ประหยัดเวลาการขนส่ง ค่าจ้างพนักงานขับรถ ค่าต่อตัวถัง และค่าน้ำมัน พร้อมการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง อีกทั้งเรายังสนับสนุนผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุตลอดวัฏจักรการใช้งานของรถ (Isuzu Life Cycle Solutions) ทำให้เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุจะใช้รถได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มผลกำไรในธุรกิจ” รถบรรทุกอีซูซุรุ่นใหม่! “NLR Lite” ยังมาพร้อมนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเฉพาะรุ่นและความสะดวกสบายในการขับขี่สูงสุด ได้แก่ · ใหม่! เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่น 4JH1E3N เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า ที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,400 – 3,200 รอบ/ นาที · ใหม่! เกียร์อีซูซุรุ่น MSB5S เกียร์ธรรมดา 5 เกียร์เดินหน้า พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์ รองรับแรงบิดได้สูง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งเหมาะสำหรับงานบรรทุก · ใหม่! ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย พร้อมยางเรเดียลแบบไม่มียางในจากโรงงาน ครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ให้การเกาะถนนที่ดีกว่า · ใหม่! วิทยุพร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 พร้อมช่อง USB เพื่อความเพลิดเพลินตลอดการขับขี่ · ระบบแอร์สมบูรณ์แบบ FULL MODE CONTROL ปรับระบบหมุนเวียนอากาศได้ 2 แบบ 6 ทิศทาง เย็นจัด เย็นเร็ว · กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก สะดวกสบายยิ่งขึ้น มั่นใจสุด! ด้วยการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อซื้อรถตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 จากบริการหลังการขายเหนือระดับทั่วไทย ด้วยเครือข่ายการจำหน่าย อะไหล่ และการบริการหลังการขายกว่า 250 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมระบบจัดส่งอะไหล่ด่วน สร้างความมั่นใจเต็มเปี่ยม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL **************************************************************** สำนักงานประชาสัมพันธ์ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โทร. 0-2966-2127-9 www.isuzu-tis.com #ISUZUTRUCKSTHAILANDOFFICIAL #ISUZU #NLRlite #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

เมนูลัด

หน้าแรก

ข่าว

Test drive

motor sport

ติดต่อ


TEL : 081-5558741            ,0817538280

FAX : -

Facebook : GPS เส้นทางโฟกัส

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Instagram

© 2020 GPS เส้นทางโฟกัส

bottom of page