


Describe your image

Describe your image

Describe your image

Describe your image
1423 results found with an empty search
- Nissan Go Anywhere
นิสสัน Go Anywhere "ลุยได้ทุกที่ "ตะลุยมาเลเซีย รวมระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร กับการขับขี่ นิสสัน เทอร์ร่า , นิสสันนาวารา และ นิสสันเอ็กซ์เทรล ในสภาพเส้นทางที่แตกต่างทั้งถนนลาดยางบนไฮเวย ถนนดินดำและเส้นทางแบบเดิดโหลด( เส้นทางกึ่งออฟโรด) ในป่าโดย วันแรกสำหรับการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอ ร์ ของกลุ่มที่ 2 มุ่งหน้าไปยังเมืองมะละกา (Malacca) เมืองท่าสำคัญในอดีต พร้อมสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของตลาด Junker Street ที่มีความงดงามของเมืองเก่าในอดีตให้ชื่นชม สำหรับวันที่ 2 ขบวนนิสสัน ทั้ง 3 รุ่น กว่า 10 คัน ออกจากเมืองมะละกา มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางกึ่งออฟโรดสู่ Janda Baik รัฐกวนตัน และด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงและนิสสันอินเทลลิเจนต์ (Nissan intelligent Mobility) ได้ถูกใช้ประ โยชน์ตลอดการทดสอบไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบทิศทาง(Aroud View Monitor) ที่มอบมุมมองแบบ 360 องศาของรถยนต์ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นมุมรอบคันของรถทั้งหมดได้อย่างง่ายดายเมื่อขับผ่านบนพื้นที่แคบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันและเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน(Hill Start Assist-HSA และ Hill Descent Control -HDC) ป้องกันไม่ให้รถยนต์ไหลเมื่อขับขึ้นหรือลงพื้นที่ลาดชันอีกทั้งเทคโนโลยีอื่นๆที่ใช้ในการขับขี่ได้แก่เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (Vehice Dynamic Con trol - VDC) เทคโนโลยีกระจายแรงเบรก (Electronic Brake-force Distribution -EBD) ระบบเบรกกันล้อล็อก( Anti - lock Braking System - ABS) เทคโนโลยี่เสริมแรงเบรก (Brake Assist - BA) เทคโนโลยี่เตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning- LDW) และ เทคโนโลยี่เตือนเมื่อเมื่อมีวัตถุอยุ่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning-BSW) เป็นต้น การขับขี่ที่ท้าทายครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทั้งไทยและเวียดนามได้สัมผัสกับสมรรถนะของ นิสสัน เทอร์ร่า ,นิสสัน นาวารา และ นิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ ที่มาพร้อมกับเทค โนโลยีช่วยการขับขี่อัจฉริยะ นิสสันอินเทลลิเจนต์โมบิลิตี ที่ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจและสะดวกสบายตลอดการเดินทางรถยนต์นิสสัน ทั้ง 3 รุ่นสามารถให้ประสบการณ์การขับขี่ในมาเลเซียที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเติมเต็มคำนิยามภายใต้แนวคิดของการขับขี่แบบ Go Anywhere หรือ "ลุยได้ทุกที่" ภายใต้วิถีการขับขี่ในทุกเส้นทางของนิสสัน #GoAnywhere #ลุยได้ทุกที่ #นิสสันมอเตอร์ประเทศไทย #NISSAN #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- WSBK 2020
“ฮาสลัม-เบาติสต้า” ไล่แซงคู่แข่งเข้าวินที่ 5-6 เปิดฉาก WSBK 2020 สองนักบิดฝีมือดี ลีออน ฮาสลัม ควงคู่ทีมเมท อัลวาโร่ เบาติสต้า จากทีม ฮอนด้า HRC เข้าวินเรซแรกในอันดับที่ 5 และ 6 ประเดิมแต้มศึกเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ 2020 เกมเปิดฤดูกาลที่ออสเตรเลีย การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ หรือ WSBK ออกสตาร์ทฤดูกาล 2020 อย่างเป็นทางการ สนามแรกจัดขึ้นที่ฟิลลิปส์ ไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระยะทางต่อรอบ 4.445 กิโลเมตร โดยวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ ผ่านมา เป็นการดวลความเร็วเรซแรก เริ่มชิงชัย 11.00 น. ตามเวลาในไทย ลีออน ฮาสลัม นักบิดจากสหราชอาณาจักร หมายเลข 91 และ อัลวาโร่ เบาติสต้า อดีตนักแข่งโมโตจีพีชาวสแปนิช หมายเลข 19 ลงแข่งขันเรซแรก ผลปรากฏว่า ฮาสลัม ที่ออกตัวจากกริดที่ 5 สามารถไล่บี้เกาะติดกลุ่มนำได้ตลอดการแข่งขัน วิ่งครบ 22 รอบ เข้าวินเรซนี้ในตำแหน่งท็อป 5 ตามหลังผู้ชนะ 3.910 วินาที ตามด้วยทีมเมท เบาติสต้า แม้ต้องออกตัวจากท้ายในกริดที่ 15 แต่สามารถไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับที่ 6 ทำเวลาห่างทีมเมทเพียง 0.516 วินาที การแข่งขัน WSBK สนามแรกของฤดูกาล 2020 เรซที่สอง เตรียมจัดต่อเนื่องในวันที่ 1 มีนาคมนี้ รอบชิงชนะเลิศ เริ่มเวลาเดิม 11.00 น. ตามเวลาในประเทศไทยแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ช่อง Fox Sport Asia พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของทีมแข่งฮอนด้า HRC ในศึก WSBK ตลอดฤดูกาล 2020 ได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth #Honda #HRC #WSBK #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC+ & Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC
Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC+ อีกหนึ่งรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูแบบฉบับ AMG ที่ทรงพลังเหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์ AMG ขนาด 2.0 ลิตร แบบเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 421 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร จึงสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรได้ในเวลาเพียง 4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 270 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมเพิ่มการตอบสนองเร็วขึ้นด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ (AMG SPEEDSHIFT DCT 8G dual-clutch transmission) ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยเพื่อการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่แท้จริง ด้วยการตอบสนองที่ฉับไวในทุกช่วงความเร็ว โดยสำหรับใครที่ต้องการสนุกกับการขับขี่ในรูปแบบของเกียร์แมนนวลก็สามารถเลือก M-mode ที่อยู่ในทุกโหมดการขับขี่ ทั้งโหมด Comfort โหมด Sport โหมดSport+ และ โหมด RACE แล้วสนุกกับการขับขี่โดยเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ตามต้องการบนพวงมาลัยได้ทันที ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการถ่ายทอดความเป็นที่สุดของสมรรถนะในการขับขี่ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดแม้จอดอยู่นิ่ง ๆ โดยเฉพาะการเลือกใช้กระจังหน้า AMG-Specific radiator grille ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตในสไตล์ของ AMG ส่วนไฟหน้า MULTIBEAM LED ดูเพรียวและช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับกระโปรงหน้ารถ ด้วยรูปลักษณ์การส่องสว่างที่สวยงามและทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนที่สมบูรณ์ทว่าใช้พลังงานต่ำ เสริมสมรรถนะความแรงด้วยท่อไอเสียแบบ AMG Real Performance Sound ให้เสียงคำรามเร้าใจต่างกันตามโหมดการขับขี่ หรือสามารถเลือกปรับระดับเสียงท่อไอเสียผ่านปุ่มที่คอนโซลกลางได้ตั้งแต่เสียงเบาไปจนถึงเสียงเร้าใจสไตล์มอเตอร์สปอร์ต ส่วนดีไซน์ภายในเน้นความสปอร์ตสไตล์รถแข่งในทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่เบาะนั่งแบบสปอร์ต AMG Sport seat ที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นนักแข่ง พร้อมการควบคุมพวงมาลัยแบบ AMG Performance steering wheel โดยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยยังจัดวางให้ใช้ง่ายเพื่อสมาธิในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มาพร้อมกับ AMG steering wheel buttons ตามแบบฉบับสไตล์นักแข่ง Formula 1 ที่สามารถเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส พร้อมเพลิดเพลินไปกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พิเศษ 2จอต่อเนื่องของระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียแบบ MBUX ที่สามารถเลือกการแสดงข้อมูลได้หลากหลาย พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลข้อมูลการขับขี่ AMG-specific display อีกขั้นของความล้ำสมัยด้วยระบบสัมผัสและสั่งงานด้วยเสียง และสะดวกสบายด้วยระบบสัมผัส AMG centre console คอนโซลกลางที่ควบคุมฟังก์ชันการขับขี่ที่หลากหลาย พร้อมโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® เพื่อการควบคุมการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น รุ่น Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC+ เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ พร้อม twin-scroll turbocharging และ intercooler ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี) 1,991 แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที) 421 /6,750 แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที) 500/5,000-5,250 อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.0 ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.) 270 Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC+ วางจำหน่ายในราคา 4,999,000 บาท Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูดีไซน์โฉบเฉี่ยวแบบฉบับ AMG ที่ทรงพลังเหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์ AMG ขนาด 2.0 ลิตร แบบเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาที พร้อมเพิ่มการตอบสนองเร็วขึ้นด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ (AMG SPEEDSHIFT DCT 7G transmission) ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยเพื่อการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่แท้จริง เพราะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ง่าย รวดเร็ว และตอบรับทุกความเร้าใจได้อย่างสะดวกสบายด้วย AMG Performance 4MATIC ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างเพลาขับหน้าและหลังแบบ 50:50 ที่ให้การตอบสนองอย่างยอดเยี่ยมขณะเร่งความเร็วออกจากโค้ง พร้อมให้คุณขับเคลื่อนอย่างเร้าใจด้วย AMG Sport Suspension ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต และมั่นใจด้วย AMG high-performance brake system ที่ช่วยให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัยทุกการเดินทาง Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากสนามแข่งสู่ดีไซน์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายในได้อย่างลงตัว เริ่มจากดีไซน์ภายนอกของกระจังหน้า AMG-specific radiator grille สอดรับกับไฟหน้า LED High Performance headlamps ที่ให้รูปลักษณ์การส่องสว่างที่สวยงามและทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนที่สมบูรณ์ทว่าใช้พลังงานต่ำ เสริมสมรรถนะความแรงด้วยท่อไอเสียแบบ AMG exhaust system ให้เสียงคำรามเร้าใจต่างกันตามโหมดการขับขี่ ส่วนดีไซน์ภายในเน้นความสปอร์ตสไตล์รถแข่งในทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่เบาะนั่งสปอร์ต AMG Sport seat ที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นนักแข่ง พร้อมการควบคุมพวงมาลัยแบบ AMG Performance steering wheel โดยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยยังจัดวางให้ใช้ง่ายเพื่อสมาธิในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มาพร้อมกับ AMG steering wheel buttons ตามแบบฉบับสไตล์นักแข่ง Formula 1 ที่สามารถเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส พร้อมเพลิดเพลินไปกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พิเศษ 2จอต่อเนื่องของระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียแบบ MBUX ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลของหน้าจอ พร้อมสะดวกสบายด้วยระบบสัมผัส AMG centre console คอนโซลกลางที่ควบคุมฟังก์ชันการขับขี่ที่หลากหลาย พร้อมโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® เพื่อการควบคุมการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น รุ่น Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ พร้อม turbocharger และ intercooler ปริมาตร กระบอกสูบ (ซีซี) 1,991 แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที) 306 / 5,800 แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที) 400/3,000-4,000 อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.9 ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.) 250 Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC วางจำหน่ายในราคา 3,999,000 บาท #Mercedes-AMG CLA 45 S 4MATIC #Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- “IAM BANGKOK 2020”
ยกขบวนรถแต่งแน่น ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ งาน “IAM BANGKOK 2020” ประชันรถแต่งหลากรุ่นหลายสไตล์ พร้อมพาเหรดรถสวยจากคาร์คลับชื่อดัง เลือกซื้อสินค้า ลุ้นโชคดีนาทีทอง ชมแฟชันโชว์ทเรนด์ใหม่ของ BMW, PUMA และร่วมกิจกรรมมากมาย ณ ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม นี้ ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ กรรมการจัดงาน “IAM BANGKOK” เผยว่า “การตกแต่งรถยนต์ เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ และกำลังได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิต ตลอดจนธุรกิจจำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการจัดงานจึงร่วมกับผู้ดำเนินงาน IAM INDONESIA จัดงาน IAM BANGKOK (INTERNATIONAL AUTO MODIFIED BANGKOK) ขึ้นครั้งแรกในปี 2018 และครั้งที่สองในปี 2019 ซึ่งล้วนประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ นั่นคือ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่ง และเจ้าของรถที่นิยมการเพิ่มสมรรถนะ และความสวยงามให้รถของตน ได้นำเสนอสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งทุกประเภท รวมถึงรถที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตพิถีพิถันต่อสาธารณชน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนามาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้า และทักษะการติดตั้ง ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ประชาชนที่สนใจศาสตร์ และศิลป์ของการตกแต่งรถยนต์” IAM BANGKOK 2020 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สีสันรถแต่งแห่งเมืองไทย-COLORFUL MODIFIED CARS OF THAILAND” เน้นการตกแต่งรถด้วยโทนสีต่างๆ เพื่อให้มีความงดงาม โดดเด่น เพิ่มสีสันบนท้องถนน โดยรวบรวมรถแต่งชั้นนำของเมืองไทย ทั้งแบบ 2 ประตู 3 ประตู 4 ประตู 5 ประตู และรถพิคอัพ จากสำนักแต่งชั้นนำ และรถแต่งที่ผ่านกิจกรรม ROAD TO IAM BANGKOK 2020 มาจัดแสดงอย่างคับคั่ง นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม “CAR CLUB PARADE” ตื่นตากับรถแต่งจากคลับยอดนิยมมารวมตัวบริเวณภายนอกอาคารหน้า ALIVE PARK HALL และลานกิจกรรม ZAPPENING ส่วนนักชอพ พบกับกิจกรรม “IAM BANGKOK ชอพลุ้นโชค” ซื้อสินค้า หรือจองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จากร้านค้าในงาน “IAM BANGKOK 2020” นำใบเสร็จรับเงินมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ จุดประชาสัมพันธ์บริเวณทางเข้า ALIVE PARK HALL (ใบเสร็จรับเงิน 1 ใบ สามารถลงทะเบียนได้ 1 ครั้ง) ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ซื้อสินค้าครบทุก 200 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพื่อชิงรางวัล GIFT VOUCHER จาก topbrandshop24.com มูลค่า 44,900 บาท จำนวน 1 รางวัล ต่อที่ 2 ซื้อสินค้าในงาน IAM BANGKOK 2020 ภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 1,000 บาท (รวมใบเสร็จได้) รับฟรีทันที ! กระเป๋าสะพายหลัง MOTOR EXPO มูลค่า 199 บาท วันละ 20 ใบ (จำกัดสิทธิ์ 1 ท่าน รับรางวัลไม่เกิน 1 ใบ/วัน) สำหรับผู้ชื่นชอบการแข่งขันพูล เชิญชมรายการ “IAM BANGKOK-SOVEREIGN 8-BALL TOURNAMENT 2020” ประเภทชาย และหญิง ซึ่งระหว่างพักจะมีการแสดงโชว์ของ POOL ANGLE ด้านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ชม “BMW FASHION SHOW” และ “PUMA FASHION SHOW” อัพเดททเรนด์การแต่งตัวสวย เท่ สไตล์เรซิง สตรีท และผู้ที่รักการถ่ายภาพ ห้ามพลาดกิจกรรมถ่ายภาพกับมุมโปรด หรือรถคันโปรดในงาน และแชร์ลง SOCIAL MEDIA รับของที่ระลึก เชิญชมงาน “IAM BANGKOK 2020” ฟรี ! ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ iambangkok.in.th และ facebook.com/iambangkok.in.th #IAMBANGKOK2020 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Yamaha
ยามาฮ่าหนุนศึกการแข่งขันโมโตจีพี โออาร์ ไทยแลนด์ มั่นใจมาตรการป้องกัน COVID-19 พร้อมส่ง “เคเค” เขมินท์ คูโบะ ลงบิดลุยในรุ่นโมโตทู นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ ที่ปรึกษาคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย นายธนะชัย เลขวณิชกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ต บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ในงานแถลงข่าวเคาท์ดาวน์โมโตจีพี รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2563 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยเสริมมาตรการป้องกันไวรัส COVID-19 ในทุกภาคส่วนโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะร่วมป้องกันและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยที่จัดการแข่งขันที่ปลอดเชื้อ COVID-19 พร้อมกันนี้ในการแข่งโมโตจีพีรายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020 ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ทีมแข่งชั้นนำของเอเชียพร้อมส่งดาวรุ่ง เขมินท์ คูโบะ ลงทำการแข่งขันในรุ่น โมโตทู ด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ด หวังแต้มสำคัญในโฮมเรซ เรียกเสียงเชียร์กระหึ่มให้คนไทย สำหรับการแถลงข่าวเคาท์ดาวน์โมโตจีพี รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020 ในครั้งนี้มีขึ้น ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ #Yamaha #โมโตจีพีโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์2020 #มั่นใจมาตรการป้องกันCOVID-19 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Nissan Go Anywhere
Nissan Go Anywhere ลุยได้ทุกที่มาเลเซียกับสื่ออาเซียน 8 วัน รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโล เมตร ซึ่งภูมิประเทศของมาเลเซียเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจากอาเซียนสัมผัสสมรรถนะที่แท้จริง และผนวชกับความสะดวกสบายในการเดินทางรวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะของรถยนต์นิสสันที่ผลิตจากประเทศไทย.... นิสสันประเทศไทยพร้อมสื่อมวลชน 78 คนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมผจญภัยเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน ระยะทางรวมกว่า 2,000 กิโล เมตร รอบประเทศมาเลเซีย กับการทดสอบขับภายใต้ธีมGo Anywhere หรือ"ลุยได้ทุกที่"ของนิสสัน ผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายของมาเลเซีย จัดขึ้นเพื่อทดสอบรถยนต์นิสสันที่ผลิตขึ้นจากฐานการผลิตในประเทศไทยโดยเส้นทางรอบประเทศมาเลเซียสามารถพิสูจน์สมรรถนะความสะดวกสบายในการขับขี่และเทคโนโลยีอัจฉริยะจากการใช้งานจริงของ Nissan Alme ra, Nissan Navara และ Nissan X Trail โดย สภาพเส้นทางที่ผสมผสานถนนลาดยาง ถนนโค้งบนภูเขาหรือการผจญภัยแบบออฟโรด รถยนต์นิสสัน ทั้ง 3 รุ่นนี้ ได้มอบการขับขี่ที่ปลอด ภัยตลอดการเดินทางบนสภาพการขับขี่ที่หลากหลายรวมถึงการใช้ความเร็วบนถนนลาดยางแสดงความสามารถในการยึดเกาะถนนบนทางโค้งที่แคบและความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดแสดงสมรรถนะที่แท้จริงจากอัตราเร่งที่ดีของเครื่องยนต์ในรอบรถยนต์แต่ละรุ่นให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมรถ ผ่านอุปสรรคต่างๆอย่างนุ่มนวลสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนเส้นทางที่ท้าทายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนที่ขรุขระทุรกันดารใสบางช่วงของเส้นทาง #นิสสันGoAnywhere #GoAnywhere #นิสสันมอเตอร์ประเทศไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- BMW Group Thailand opens in 2020, revealing the new BMW 218i Gran Coupe M Sport.
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดศักราช 2563 เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ เสริมแกร่งตระกูลซีรี่ส์ 3 ด้วยรุ่นประกอบในประเทศ เตรียมสานต่อความสำเร็จอีกมากมายตลอดทั้งปี สร้างผลงานในเซกเมนต์รถหรูด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8 บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู i8 ด้วยอัตราการเติบโตที่ 39% เมื่อเทียบปีต่อปี และสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้วตามโปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโตที่ 16% เมื่อเทียบปีต่อปี มินิทุบสถิติอัตราการเติบโตสูงสุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปทั่วโลก ครั้งแรกกับการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ พร้อมคอนเซปต์คูเป้ 4 ประตู นำทัพยนตรกรรมสู่ปี 2563 เสริมขบวนด้วยบีเอ็มดับเบิลยูซี่รี่ส์ 3 ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ ทั้ง 330e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของมินิ ขายหมดภายใน วันแรกที่เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน ประกาศเดินหน้าสร้างความเร้าใจในตลาดตลอดปี 2020 โดยประเดิมด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ครบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นำทัพโดยบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 รุ่นประกอบในประเทศ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่) และบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ในงานแถลงข่าวประจำปี 2563 ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ณ Lido Connect มร. อูเว่ ควาส กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย, มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เริ่มต้นเส้นทางแห่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ด้วยการเปิดตัวทัพยนตรกรรมใหม่ครบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ครั้งแรกของการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ เสริมทัพซีรี่ส์ 3 ด้วยรุ่นประกอบในประเทศ พร้อมมินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของมินิ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่) และบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ เสริมการเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก ปี 2562 ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยอัตราการเติบโตในระดับโลกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับแบรนด์มินิ แสดงถึงความสำเร็จอันโดดเด่นในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในทุกปี เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จใหม่ ๆ อันน่าจดจำ ที่นอกจากจะนำเราเข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจยิ่งขึ้นแล้ว ยังรวมถึงความสำเร็จในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาสังคมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยทั้งในด้านยนตรกรรมไฟฟ้า การเชื่อมต่อทางดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นของเราในการมอบพลังแห่งการเลือกให้แก่ลูกค้าส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถครองตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอตัวเลือกและได้ส่งมอบเทคโนโลยีที่หลากหลายที่สุด ทั้งในระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริด และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มาตั้งแต่ปี 2558 “ตลอดปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้สานต่อความสำเร็จที่สำคัญต่างๆ มากมายตลอด ช่วงปีที่ผ่านมา สู่การปฏิวัติที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยนวัตกรรมอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ช่วยส่วนตัวในรถยนต์ BMW Intelligent Personal Assistant ที่นับเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่โลกยานยนต์ การพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลด้วยช่องทางการขายออนไลน์ และยังรวมถึงก้าวสำคัญด้านยานยนต์ไฟฟ้าครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แห่งแรกและแห่งเดียวของภูมิภาคอาเซียน ในจังหวัดชลบุรี พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยู i3s ในไทย รวมถึงการเผยโฉมมินิ คูเปอร์ เอสอี ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา“นอกจากนี้ เรายังเดินหน้าสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการผนึกกำลังในการประสานงานระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้เราสามารถมอบบริการที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า เรายังเน้นย้ำและสนับสนุนความหลากหลายในหมู่พนักงานมากขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เน้นความร่วมมือกันและความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเพื่อสังคมของเรายังคงสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้าง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่แปรเปลี่ยนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประชาชนชาวไทย” ตลอดปี 2563 นี้ แฟนๆ ชาวไทยจะได้ยลโฉมขบวนรถยนต์ใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยู นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 Gran Coupe ใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับความแปลกใหม่เฉพาะตัวและสุนทรียะเหนือชั้นที่มอบทุกอารมณ์การขับขี่ รวมไปถึงบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport รุ่นประกอบในประเทศที่เสริมขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเคย ซึ่งรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ทั้ง 2 รุ่นนี้ พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นเลิศและศักยภาพแห่งการประกอบรถยนต์ ในประเทศของโรงงานที่ระยองโดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ด้านมินิ นำทัพโดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารุ่นแรก ซึ่งได้เผยโฉมในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นับเป็นการบุกเบิกไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมืองด้วยพลังงานสะอาดเพื่อแฟนๆ มินิชาวไทย ผสมผสานความเร้าใจสไตล์โกคาร์ทและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับมินิ เข้ากับความคล่องตัวและการประหยัดพลังงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอย่างลงตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพลิกโฉมประเทศไทยสู่การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าในตัวเมืองอย่างแท้จริง ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำเซกเมนต์พรีเมียมด้วยรางวัลทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ การสานต่อแนวทางของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการมอบความสมบูรณ์แบบด้านความสุข ความสนุกสนานและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้ายังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2562 ที่ผ่านมา ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ที่พิสูจน์ให้เห็นด้วยความสำเร็จมากมายในระดับนานาชาติจากผลสำรวจของสาธารณชนและ การจัดอันดับจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร “Car and Driver” ของสหรัฐอเมริกา, นิตยสาร “What Car?” ของสหราชอาณาจักร, ไปจนถึงรางวัล “Automotive Researchers' and Journalists' Conference” ของญี่ปุ่น ซึ่งรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ เป็น หนึ่งในรถยนต์ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายรางวัลที่ยกย่องความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู อาทิ ระบบผู้ช่วยส่วนตัว, ระบบปฏิบัติการและระบบเครือข่าย ซึ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกได้เป็นอย่างดี สำหรับภายในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้สร้างประสบการณ์อันน่าจดจำที่เหนือกว่า ความเป็นยนตรกรรม และได้มุ่งนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยเป็น ปีที่สองติดต่อกันที่บีเอ็มดับเบิลยูได้รับเลือกจากลูกค้าชาวไทยในฐานะ “Thailand’s Most Admired Company 2019” ในหมวดยานยนต์ ด้วยคะแนนโหวตสูงสุดด้านนวัตกรรม การดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนิตยสาร แบรนด์เอจ ตอกย้ำความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยูในการเป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าชาวไทย สะท้อนถึงความสำเร็จอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์อันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านยานยนต์ใหม่ ๆ และกลยุทธ์การตลาดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า ก้าวสำคัญสู่อนาคตแห่งนวัตกรรมยานยนต์และพลังงานไฟฟ้า ในปี 2562 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยูได้ต่อยอดเอกลักษณ์ประสบการณ์ในการขับขี่ที่เหนือระดับอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสู่นวัตกรรมแห่งการขับขี่ที่ล้ำยุคมากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำ ที่พร้อมทำงาน เพียงแค่ทักด้วยประโยค “Hey BMW” (สวัสดี บีเอ็มดับเบิลยู) ตามมาด้วยการแนะนำบริการ MINI Connected สู่ผู้ขับขี่ในประเทศไทย นำเสนอบริการเพื่อการเชื่อมต่ออย่างครบวงจร ผสานการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่ รถยนต์มินิ และโลกภายนอกเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และในปีที่ผ่านมา ทั้งสามแบรนด์ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัวช่องทางการจองที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ให้สามารถทำการจองรถผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดายภายในเพียงไม่กี่คลิก และรอการติดต่อกลับจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่องทางการจองแบบออนไลน์นี้เริ่มต้นด้วยมินิเป็นแบรนด์แรกเมื่อปี 2561 ตามมาด้วยบีเอ็มดับเบิลยูในปี 2562 ที่ได้เริ่มต้นการจองออนไลน์เป็นครั้งแรกพร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X3 M บีเอ็มดับเบิลยู X4 M บีเอ็มดับเบิลยู i3s และบีเอ็มดับเบิลยู M5 และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ที่ได้ปรับตัวสู่ช่องทางดิจิทัลเช่นกันกับการเปิดจองบีเอ็มดับเบิลยู R nineT /5 รุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนสู่อนาคตแห่งนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศอย่างเป็นทางการ ภายใต้ ความร่วมมือกับแดร็คเซิลไมเออร์ กรุ๊ป ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สามารถตอบสนองความต้องการด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยองในการเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านยนตรกรรมแห่งความยั่งยืน ซึ่งในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าในตลาด ประเทศไทยเพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i3s นิยามใหม่ของรถที่มีลุคสปอร์ตควบคู่ไปกับการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไร้การปล่อยมลพิษ และ มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกของมินิ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนและสร้างความเติบโตด้านโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยในปัจจุบัน สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNowและสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการ ได้ติดตั้ง 125 หัวชาร์จใน 59 สถานีทั่วประเทศ ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในด้านยนตรกรรมไฟฟ้า และได้สร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จครั้งใหม่ด้วยการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปแล้วถึง 500,000 คันทั่วโลก และด้วยสมาชิกใหม่ล่าสุดในไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป อย่างมินิ คูเปอร์ เอสอี จึงได้ตั้งเป้าหมายในการส่งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ออกสู่ท้องถนนทั่วโลกให้ครบ 1,000,000 คันภายในเวลาสองปี โดยการนำเสนอเครื่องยนต์ที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกสรรเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เครื่องยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล้ำสมัย และเครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังคงสามารถตอบความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าในตลาดต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมบนเส้นทางสู่อนาคตของยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งความยั่งยืน ทะยานตัวต่อเนื่องในปี 2562 กับ มินิ ที่ทำสถิติเติบโตสูงสุดในโลก สำหรับในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและในระดับโลก สู่ภาพรวมของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้วยสถิติส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจำนวน 12,954 คัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 1% แต่นับว่าเป็นอัตราที่ดีกว่าตลาดโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกัน บีเอ็มดับเบิลยูปิดฉากปี 2562 ด้วยอดการส่งมอบรถยนต์รวม 11,750 คัน โดยทำภาพรวมผลงานอยู่ในระดับเดียวกับเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียม ปี 2562 ยังเป็นปีที่บีเอ็มดับเบิลยูสร้างผลงานล้ำหน้าในเซกเมนต์รถหรูด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8, บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู i8 ที่เติบโตโดยรวมที่ 39% เมื่อเทียบปีต่อปี และสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้วตามโปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโตที่ 16% เมื่อเทียบปีต่อปี ในขณะเดียวกัน มินิ ยังสร้างปีแห่งปรากฏการณ์ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 1,204 คัน โตขึ้นถึง 15% จากปีก่อนหน้า นับเป็นยอดการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดมินิทั่วโลก “ทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิพร้อมสานต่อความสำเร็จในปี 2563 จากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่วางแผนเพื่อการเติบโตในอนาคตซึ่งช่วยให้สร้างผลงานอย่างน่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของบีเอ็มดับเบิลยู X7 ที่เปิดโอกาสเติบโตสำคัญในเซกเมนต์ SAV หรู ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 รุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ยังคงสร้างแรงกระตุ้นต่อเนื่องให้กับเซกเมนต์เช่นเดียวกัน ด้านมินิ ทำผลงานฉลองการครบรอบ 60 ปีได้อย่างงดงาม โดยการเปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเราที่จะผลักดันมินิสู่ยนตรกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ละทิ้งตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์” มร. บารากา กล่าว ผลการดำเนินธุรกิจในระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงสร้างสถิติความสำเร็จสูงสุดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2562 ที่ผ่านมา ด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์-รอยซ์รวมทั้งหมด 2,520,307 คัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 1.2% ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่บีเอ็มดับเบิลยูและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำยอดขายทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้ส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิไปแล้วถึง 500,000 คัน รถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีสมาชิกในไลน์อัพรวมทั้งหมด 12 รุ่น ซึ่งยอดขายจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยู และมินิได้เติบโตขึ้น 2.2% จากยอด การส่งมอบ 145,815 คันในปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าขยายทัพรถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบ 25 รุ่นภายในปี 2566 โดยกว่าครึ่งของจำนวนนี้จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน100% บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จ ชูยอดลูกค้าสินเชื่อใหม่ สูงเป็นประวัติการณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้สร้างสถิติความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเช่นกัน ด้วยยอดสินเชื่อลูกค้าใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รวมกว่า 1.625 หมื่นล้านบาท และมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตที่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรับประกันความเชื่อมั่นของลูกค้าในอนาคตของเรา และตั้งใจที่จะมอบความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้รับประโยชน์จากข้อเสนอต่างๆ ของเรา โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาเราได้ขยายข้อเสนอ BMW Premium Selection ครอบคลุมถึงรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองแล้วให้ได้รับ การรับประกันจากกลุ่มอลิอันซ์ด้วยเช่นกัน นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในพันธกิจของเรากับการมอบประสบการณ์อย่างเหนือชั้นให้กับลูกค้า โดยทำให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเป็นรถยนต์ที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าในอนาคต และเป็นตัวเลือกแรกในใจทั้งในแง่ของคุณค่า คุณภาพ และการบริการในตลาดรถยนต์มือสอง และด้วยผลการตอบรับที่ดีนี้ เราจึงได้เห็นการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตของเราที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7% ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่เช่นกัน” “ปี 2562 ที่ผ่านมายังเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญสำหรับบริการผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิตัล เช่นการเปิดตัวช่องทางติดต่อผ่านทาง LINE ช่วยให้สมาชิกกว่า 5 แสนท่าน สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ เรายังได้นำเอาระบบ LINE live chat มาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการข้อมูล BMW Call Center พร้อมกันนี้ เราเตรียมพร้อมเปิดตัวเบอร์ติดต่อหมายเลข 1397 เพื่อความสะดวกสบายสำหรับการติดต่อมาที่ศูนย์บริการข้อมูลของเรา” มร. บียอร์น กล่าวสรุป วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนทั้งในและนอกองค์กร: ดุลแห่งการผนึกพลัง ผสานความต่าง ด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงได้ผนึกความแข็งแกร่งระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก เพื่อนำเอาศักยภาพและทรัพยากรของโรงงาน ผลิตและประกอบยานยนต์ทั้ง 31 แห่งใน 15 ประเทศทั่วโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยูสามารถบริหารงานในทุกมิติบนหลักการแห่งความยั่งยืนได้อย่างโดดเด่นในอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดแล้ว ยังทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย โดยในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ลดลงถึง 39% แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในการพัฒนาเพื่อ ก้าวไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมที่มีความยั่งยืนในระดับโลก นอกจากวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความยั่งยืนในด้านการเติบโตภายในองค์กร ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มี ความแตกต่างและหลากหลาย สนับสนุนให้พนักงานเห็นคุณค่าของการเปิดใจยอมรับความแตกต่าง การเคารพผู้อื่น และการมอบโอกาสที่เท่าเทียม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปเปี่ยมไปด้วยบุคลากรที่มากด้วยความสามารถ และมีแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานความสำเร็จใหม่ ๆ ภายใต้ความมุ่งมั่นที่เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน โดยมีความพึงพอใจของลูกค้าทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้แสดงถึงการเป็นแบบอย่างในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ สนับสนุนโอกาสที่เท่าเทียมของผู้หญิงในการทำงาน ซึ่งอัตราส่วนของบุคลากรหญิงในโรงงานที่ระยองคิดเป็นถึง 19% ของพนักงานทั้งหมดในสายการประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และ 7% ในสายการประกอบบีเอ็มดับเบิลยู โดยมีคุณวิชญา สถาพงศ์ภักดี ในตำแหน่งสำคัญในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายประกอบมอเตอร์ไซค์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มร. อูเว่ ควาส กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2563 นี้ เป็นปีที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แห่งการเติบโตและเดินหน้าสู่ความสำเร็จในประเทศไทย วิสัยทัศน์ในด้านความยั่งยืนและความหลากหลายของเราล้วนตอกย้ำถึงความสามารถอันโดดเด่นของโรงงานที่จังหวัดระยอง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานประกอบที่มีประสิทธิภาพ และรอบด้านที่สุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก และด้วยบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 อีกสองรุ่นย่อยที่มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายการประกอบในประเทศของเรา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จึงมีความสามารถในการประกอบรถทั้งหมด 15 รุ่นสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ถือเป็นการต่อยอดก้าวครั้งใหญ่ที่สำคัญของเราในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้เปิดตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศไทย และยังได้ฉลองการประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รวมทั้งหมด 155,000 คัน โดยในจำนวนนี้ เรายังได้ส่งออกกว่า 52,000 คันไปยัง 5 ประเทศในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ในสายการประกอบที่โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เราคำนึงถึงการลดมลภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ และได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 4,000 ตารางเมตรเพื่อปูรากฐานสู่การลดมลพิษโดยใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ “และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา คือการเดินหน้าปูรากฐานทักษะวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ให้แก่เยาวชนไทยผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ในระบบทวิภาคี BMW Dual Excellence Program ซึ่งนักศึกษา 35% ของโครงการได้เข้าทำงานในโรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาหญิงถึง 27% แสดงถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการสร้างอาชีพให้แก่เยาวชน อีกทั้งยังแสดงถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศในวัฒนธรรมองค์กร” ส่งต่อความสุขทั่วประเทศไทยผ่านความรับผิดชอบต่อสังคม ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่มีมาอย่างยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังได้แผ่ขยายสู่ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากยนตรกรรม โดยในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้สานต่อโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ทุรกันดารผ่านการสร้างการเข้าถึงน้ำสะอาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยได้ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไรสัญชาติอเมริกาอย่าง Waves For Water ซึ่งนอกจากจะได้มอบเครื่องกรองน้ำให้กับชุมชนต่าง ๆ ยังได้ให้คำแนะนำในการประกอบ ทำความสะอาด และรักษาระบบเครื่องกรองน้ำเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ทำให้โครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่ปี 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้บริจาคระบบเครื่องกรองน้ำจำนวน 6,201 เครื่อง ให้แก่ 74 ชุมชน ทั่วประเทศ ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 620,100 คนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้โดยง่าย ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคม ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และเครือข่ายผู้จำหน่าย ได้สานต่อโครงการ BMW Service Apprentice Program ที่ช่วยฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะทั้งในภาคทฤษฎีและในภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education หรือ GTDEE) โดยนับจากปี 2555 เป็นต้นมา มีนักศึกษาอาชีวะที่จบหลักสูตรแล้วกว่า 106 คน และสำหรับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย โครงการฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะในด้าน Mechatronics มีนักศึกษาที่จบหลักสูตรแล้ว 62 คน ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2558 ช่วยขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมแห่งใหญ่อีกด้วย #เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู218iGranCoupeMSportใหม่ #BMWGroupThailand #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Honda is ready to support the OR Thailand Grand Prix.
ฮอนด้าพร้อมสนับสนุนโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์เต็มสูบ ชวนแฟนชาวไทยส่งแรงเชียร์ ก้อง-สมเกียรติ คว้าโพเดี้ยมโฮมเรซให้ได้ เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำตลาดและวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ภายใต้แผนงาน เรซ ทู เดอะ ดรีม ประกาศสนับสนุนโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 หรือการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมส่งก้อง-สมเกียรติ จันทรา นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในโมโตทูแบบเต็มฤดูกาลลงสู้ศึกในครั้งนี้ ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ฮอนด้ามีความยินดีที่ได้สนับสนุนการแข่งโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 จากความสำเร็จตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้เรามีความมั่นใจในศักยภาพของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปีนี้จังหวัดบุรีรัมย์มีความพร้อมในการจัดงานสูง รวมถึงความพร้อมในการรับมือกับปัญหาไข้หวัด COVID-19 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขในระดับสูงสุด ในขณะที่ฮอนด้าก็พร้อมมอบความสุขให้กับคนไทยด้วยการส่ง ก้อง-สมเกียรติ จันทรา หนึ่งเดียวของไทยในโมโตทูแบบเต็มฤดูกาล ลงแข่งขันภายใต้สังกัด อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ด้วยรถหมายเลข 35 ซึ่งในปีที่แล้ว ก้องทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าอันดับที่ 9 และในปีที่สองของก้อง สนามที่สองของโมโตทู 2020 ก็ถือเป็นความท้าทายกับการลุ้นตำแหน่งโพเดี้ยมในบ้านเกิด เพราะก้อง-สมเกียรติ ได้สั่งสมประสบการณ์จากปีที่แล้วมาอย่างเต็มเปี่ยม ในขณะที่ร่างกายก็ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงอยากให้แฟน ๆ ชาวไทยมาให้กำลังใจกันเยอะ ๆ ครับ” ติดตามชมและเชียร์ ก้อง – สมเกียรติ จันทรา ในศึกโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 รุ่นโมโตทู ได้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หรือทางโทรทัศน์ช่อง PPTV36 ตั้งแต่เวลา 13.00น. เป็นต้นไป พร้อมติดตามข่าวสารได้ที่ fb.com/aphondaracingth #ฮอนด้าพร้อมสนับสนุนโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์เต็มสูบ #ชวนแฟนชาวไทยส่งแรงเชียร์ก้องสมเกียรติ #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- OR Thailand Grand Prix 2020
รัฐบาลเดินหน้าเคาท์ดาวน์สู่การแข่งขัน โมโตจีพี รายการ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020” ทุกฝ่ายพร้อมเกินร้อย อัดมาตรการเข้มรับมือ COVID-19 ชูไทยเที่ยวไทย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นับถอยหลังสู่รายการแข่งขันรถจักยานยนต์ชิงแชมป์โลก โมโตจีพี สนามที่ 2 รายการ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020” ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2563 ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ มั่นใจทุกฝ่ายพร้อมเต็มที่ ดูแลนักท่องเที่ยวตั้งแต่สนามบินจนถึงสถานที่จัดการแข่งขัน ด้าน“อนุทิน-พิพัฒน์-เนวิน” ออกโรงแจงมาตรการดูแลผู้ร่วมงาน เพิ่มจุดคัดกรองเข้มป้องกันเชื้อโควิด-19 พร้อมแจกผ้าบัฟให้แฟนความเร็วที่มาร่วมงานกว่า 1 แสนผืน อัดแน่นด้วยกิจกรรมบันเทิงตลอด 3 วัน คาดหวังคนไทยแห่เที่ยวงานกระตุ้นเศษฐกิจประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย วันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ.ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ : “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย, จังหวัดบุรีรัมย์, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยเครื่องดื่มตราช้าง, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมการขนส่งทางบก, สายการบินแอร์ เอเชีย, บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน),บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท แพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวนับถอยหลังการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการ โมโตจีพี สนามที่ 2 รายการ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึง การจัดงานในครั้งนี้ว่า “ในนามของรัฐบาลผมขอเรียกความมั่นใจจากทุกท่านว่า รัฐบาลมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข จะสร้างความมั่นใจว่าเราจะดูแลทุกท่านเป็นอย่างดี และจะไม่มีการยกเลิกการจัดการแข่งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศว่าเรามีศักยภาพพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาที่ประเทศไทย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของการจัดการแข่งขัน นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เรายังคงรักษาแชมป์สนามที่มีผู้ชมสูงที่สุดของฤดูกาล 2 ปี ซ้อน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ รวม 2 ปี มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ปีนี้อาจจะมีรายได้ลดลงบ้าง ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์โลก เชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ การแข่งขัน MotoGP จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาประเทศไทยมากกว่าเดิม เพราะการแข่งขันในบ้านเรา แฟนมอเตอร์สปอร์ตชื่นชมและยกย่องว่ามีความสนุกสนานมากที่สุดในสนามแข่งขันทั่วโลก และมีความประทับใจเมื่อได้ท่องเที่ยวในประเทศไทย เมื่อจบการแข่งขันในปีนี้แล้ว เราจะประกาศแผนการจัดการแข่งขันต่อ อีก 5 ปี และจะสร้างสรรค์การแข่งขันรายการนี้ ให้เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าประเทศไทยให้ได้มากที่สุด”ส่วนมาตรการป้องกันและควบคุมโรค COVID19 สำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขัน ทีมแข่งขัน นักแข่งจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สนาม รวมไปถึงโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สถานบริการต่างๆในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง มั่นใจว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา และ จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถดูแลให้มีความปลอดภัยมากที่สุด และช่วยกันทำให้ การแข่งขัน MotoGP หรือ OR Thailand Grand Prix 2020 เป็นการแข่งขัน ที่ปลอดจาก COVID19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย และ ระบบสาธารณสุขไทย ที่จะได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดแข่งขันปีที่ 3 ต้องดีกว่าปีที่ 2 อย่างแน่นอน สิ่งที่เป็นกังวลในการแข่งขันครั้งนี้ ผมมั่นใจว่าทางจ.บุรีรัมย์ และทางสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิตได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่มีปัญหา แม้ว่าสภาวการณ์ปัจจุบันจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศซบเซาลงบ้าง การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงดำเนินการได้ตามปกติ ประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่มีความปลอดภัย ซึ่งตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับ ประเทศไทยอย่างมหาศาล จากการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่สำคัญที่สุดของประเทศ และในปีนี้ ทางกระทรวงก็ยังคงมั่นใจว่า เราจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วยการ จัดอีเว้นท์ระดับโลกอย่างโมโตจีพี ในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำพาวิลเลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ภายใต้แนวคิด Amazing Thailand Festival @ MotoGP ณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อนำเสนอเทศกาลและประเพณีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักระดับนานาชาติ นำมาเรียงร้อยและเล่าเรื่องราวผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Interactive ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกของประเทศ มีนิทรรศการการท่องเที่ยว 4 ภาค การแสดงโชว์ศิลปวัฒนธรรม และมุมสาธิตการทำของว่างและขนมไทยโบราณ เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้สัมผัสมุมที่แปลกใหม่ของประเทศไทย ผมอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวไทย แฟนโมโตจีพี มาเที่ยวชมการแข่งขันในครั้งนี้ ท่านที่ยกเลิกการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็สามารถเปลี่ยนแผนมาเที่ยวงานนี้ได้ ขอฝากไปถึงชาวต่างชาติทุกท่านว่า ให้สบายใจได้ การมาเที่ยวในประเทศไทยท่านจะปลอดภัยอย่างแน่นอน นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ แม้เราจะไม่มีเวลาเตรียมงานมากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เรามีประสบการณ์จากการจัดการแข่งขันมาแล้วถึง 2 ปี มีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่โดยตรงที่รับผิดชอบในทุกจุดทุกด้านอยู่แล้ว ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีประสบการณ์ และความเข้าใจในหน้าที่ต่างๆ เป็นอย่างดี อาทิ จัดการแสดงต้อนรับตั้งแต่สนามบินบุรีรัมย์, ตรวจสอบเรื่องราคาการจองห้องพักไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค, จัดเตรียมเส้นทางรถรับส่ง พร้อมเจ้าหน้า “Ask me” ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวกว่า 250 คน และเจ้าหน้าที่ “ GU เก็บ” กว่า 500 คน ดูแลพื้นที่บริเวณภายใน สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และบุรีรัมย์คาสเซิล พร้อมร่วมมือกับฝ่ายการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะกำหนดมาตรการการป้องกัน COVID-19 มีรถ Mobile Checklist สำหรับติดตามอาการนักท่องเที่ยวตามที่พัก ทางด้านสาธารณูปโภคที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องปริมาณน้ำจะเพียงพอถึงวันจัดงานไม่นั้น เราให้ความมั่นใจได้ว่าทางจังหวัดจะมีปริมาณน้ำเพียงพอถึงเดือนพ.ค. และมีแผนบริหารจัดการให้น้ำใจในระยะยาวกว่านั้น จึงกล่าวได้ว่าในส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ เรามีความพร้อมเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากให้นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามีความมั่นใจ และเดินทางมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้งที่จ.บุรีรัมย์” นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในฐานะไตเติ้ลสปอนเซอร์กล่าวว่า “รู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก MotoGP ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้ OR ได้สนับสนุนการจัดงานอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อรายการ OR Thailand Grand Prix 2020 สําหรับการจัดงานปีนี้ เราจัดงานภายได้แนวคิดที่ว่า “พลังคนไทย สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ” หรือ Power of Thailand, The Power of Great Possibility ดังนั้น OR ยังคงใช้ยักษ์ เป็นสัญลักษณ์เพื่อนําเสนอ ความภาคภูมิใจ ความเป็นไทย และภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ไปสู่สายตาชาวไทยและชาวโลก “เราได้เตรียมกิจกรรมสุดพิเศษและสิทธิพิเศษมากมายสำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและต่างชาติตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน เริ่มจาก Welcome Zone ซึ่งจะมีจุดจำหน่ายของที่ระลึก OR Thailand Grand Prix 2020 Limited Edition ที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่อื่น ให้แฟนๆได้สะสมกัน และที่ OR Pavilion ยังมีจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นราคาพิเศษ พร้อมของสมนาคุณพิเศษมากมาย รวมทั้งกิจกรรมและเกมส์ให้ร่วมสนุก เพื่อสร้างความสนุกสนานตลอดทั้งวัน พร้อมรับของที่ระลึกอีกมากมาย พิเศษ สําหรับสมาชิกบัตร Blue Card เรายังได้จัดเตรียม OR VIP Lounge ให้เข้ามาชมการแข่งขันแบบติดขอบสนาม พร้อมพักผ่อนและรับอาหารว่าง เครื่องดื่มฟรี ขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้มาลองสัมผัสบรรยากาศ มาร่วมสนุกไปด้วยกัน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เรามีกีฬาระดับโลกที่คนทั่วโลกให้ความสนใจมาจัดถึงถิ่นไทย ให้คนไทยได้รับชมอย่างใกล้ชิด เรามาช่วยกันแสดงพลังของคนไทย มาช่วยกันเชียร์ OR หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับทุกท่าน เพื่อมาร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจ และร่วมสร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าให้กับประเทศไทยด้วยกัน” นายสุรพล อุทินทุ ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันครั้งนี้เราได้ใช้ประสบการณ์ในการจัด 2 ครั้งที่ผ่านมาหากิจกรรมและรูปแบบงานที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขที่สุดแม้จะอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เราจะทำให้อย่างไรให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสบายและสนุกไปกับกิจกรรมของเรา นอกจากนี้ทางบริษัท ไทยเบฟ ได้เตรียมความบันเทิงสำหรับแฟนโมโตจีพีอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ทั้งศิลปินชื่อดังและกิจกรรมมากมายตลอด 3 วันเต็ม ประเดิมด้วย ช้าง มิวสิค คอนเน็กชั่น กับคอนเสิร์ตศิลปินระดับตำนาน “คาราบาว” วงร็อกระดับแถวหน้าของวงการ “สล็อต แมชชีน” และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตของ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก (แจ๊ส ชวนชื่น) เพื่อสร้างสีสันให้กับงานแข่งทั้งในและนอกสนามอีกด้วย นายเนวิน ชิดชอบ ประธาน สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรามีการความพร้อมเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการนำประสบการณ์ในการจัดงานที่ผ่านมา รวมทั้งคำแนะนำจาก สมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) และความคิดเห็นจากผู้ชมที่เข้าร่วมงานได้ถูกนำมาปรับปรุงให้การจัดในปีนี้ดีขึ้นกว่าปีก่อน โดยด้านสนามแข่งขันนั้น งานทุกส่วนได้เริ่มดำเนินการพร้อมเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ในปีนี้มีความแปลกใหม่มากกว่าปีที่ผ่านมา เราจัดแข่งเป็นสนามที่ 2 ผู้ชมจะได้พบกับรถแข่งใหม่ นักแข่งที่มีการโยกย้ายทีม บรรยากาศจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวเร้าใจกว่าปีก่อนหน้านี้ ที่เราจัดช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งใกล้จะรู้ผลแล้วว่าใครจะได้เป็นแชมป์ และที่สำคัญปีนี้เรามีนักแข่งชาวไทยลงแข่งในรายการ โมโตจีพี 2 ได้แก่ก้อง สมเกียรติ จันทรา สังกัดทีม อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีมเอเชีย และ เคเค เขมินท์ คูโบะ ทีมไทยยามาฮ่าส่วนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมาจังหวัดบุรีรัมย์ ก็มีประสบการณ์ในการจัดกีฬาระดับโลกรองรับผู้ชมจำนวนหลายหมื่นคนอยู่บ่อยครั้ง เราจึงมีมาตรการจากทางสาธารณสุขในการคัดกรอง และควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดคืองาน “งานบุรีรัมย์ มาราธอน” ซึ่งมีนักวิ่งรวมผู้ติดตามมากกว่า 70,000 คน ซึ่งบุรีรัมย์สามารถบริหารจัดการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งเรามั่นใจว่าเราจะสามารถเป็นมาราธอน Silver แรกของประเทศไทย แล้วก้าวสู่การเป็น Gold แรกของประเทศในปีหน้า นี่คือบทพิสูจน์และเป็นเครื่องยืนยันความพร้อมในทุกมิติซึ่งเป็นการทำงานอย่างบูรณาการในทุกภาคส่วน ทั้งราชการและเอกชน ที่เราเรียกว่า Buriram Model ในส่วนของงานโมโตจีพี ทางสนามได้มีมาตรการตรวจตราอย่างเข้มงวด เพื่อดูแลแฟนมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการตั้งจุดบริการคัดกรอง แจกผ้าบัฟกว่า 1 แสนผืน และ บริการแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ บริเวณทางเข้าสนาม และ ทางขึ้น อัฒจันทร์ ชมการแข่งขันทุกจุด พร้อมคู่มือการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน เปิดให้ผู้ร่วมงานดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น “BURIRAM HEALTHY” เพื่อให้ข้อมูลการป้องกัน แ ละวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะเป็น “BURIRAM HEALTHY MODEL” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเกิดความมั่นใจในเมืองไทย และบุรีรัมย์จะเป็นเมืองแรก ในโลกที่พวกจะกลับมาเที่ยวหลังผ่านวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้”สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือกิมมิคต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ในปีนี้จะมี การประดับพื้นที่ด้วย “ทะเลธุงอีสาน”สีสันสวยงามตระการตา , รถตุ๊กตุ๊กผูกผ้าขาวม้ากว่า 70 คัน รถชัตเติ้ลแต๋น 100 คัน,รถสามล้อกูถีบ ที่ตกแต่งในแบบอีสาน เชื่อว่าจะสร้างความประทับใจ แก่นักท่องเที่ยว และแฟนรายการแข่งขันโมโตจีพีทั่วโลกแน่นอน เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานการจัดการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้นทุกปี แม้ในปีนี้เราจะจัดเป็นสนามที่ 2 จากทั้งหมด 20 สนามแข่งทั่วโลก เชื่อว่าปีนี้จะมีไฮไลท์การแข่งขันชวนประทับใจ แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ เซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา และ www.allticket.com ขณะนี้ บัตร แกรนด์ สแตนด์ (Grand Stand) จำหน่ายหมดแล้ว เหลือเพียง มาร์เกซ สแตนด์ (Marquez Stand) ราคา 4,000 บาท, รอสซี สแตนด์ (Rossi Stand) ราคา 4,000 บาท และไซด์ สแตนด์ (Side Stand) ราคา 2,000 บาท พิเศษ! เพียงแสดงบัตร Blue Card รับส่วนลดทันที 25% หรือรับส่วนลดเพิ่มอีก 20% เมื่อใช้สิทธิ์ส่วนลดจากผู้สนับสนุนต่างๆ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กเพจ “Chang International Circuit” และ www.allticket.com #ORThailandGrandPrix2020 #MotoGP #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Mazda confirms BT-50 PRO pickup truck with diesel B20
มาสด้าคอนเฟิร์มปิกอัพ BT-50 PRO เติมดีเซล B20 ได้ มาสด้าเสริมทัพปิกอัพพันธุ์แกร่ง BT-50 PRO เพื่อรองรับการใช้น้ำมันดีเซล B20 โดยยังคงความเป็นรถปิกอัพที่ตอบสนองการใช้งานได้ทั้งการเป็นรถยนต์นั่งเพื่อทุกคนในครอบครัวและการบรรทุกที่มีสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังหวังให้ลูกค้ามาสด้าได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกษตรกรไทยเติมน้ำมันดีเซล B20 ตามนโยบายภาครัฐ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย และลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ของประเทศโดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนขานรับกับนโยบายนี้ ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับเพิ่มสูงขึ้น แก้ไขปัญหาปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกินได้สำเร็จ รวมถึงปัญหาฝุ่นละอองที่ลดระดับความรุนแรงลง ด้วยประเทศไทยเป็นตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน อันดับหนึ่งของโลก หากผู้ใช้รถปิกอัพช่วยกันปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาวด้วยการลดปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ลดภาระที่เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากเหตุผลข้างต้น มาสด้าในฐานะผู้จำหน่ายรถปิกอัพรุ่น BT-50 PRO ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จึงออกประกาศแผนในการศึกษา พัฒนาในทันทีเพื่อดำเนินการอัพเกรดอุปกรณ์ในรถปิกอัพมาสด้าให้สามารถรองรับน้ำมันดีเซล B20 สำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถปิกอัพ BT-50 PRO ที่เริ่มผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2563 สามารถเติมน้ำมันดีเซล B20 ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเครื่องยนต์ สมรรถนะของรถ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแต่อย่างใด ซึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ประชาชนที่ใช้เป็นยานพาหนะส่วนตัว รวมถึงประชาชนที่ใช้บริการรถสาธารณะด้วยราคาน้ำมันดีเซล B20 ที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดยิ่งขึ้น ตอบรับกับวิสัยทัศน์ Sustainable zoom-zoom 2030 คือ การแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อผู้คน และสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป รถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับด้วยดีไซน์ภายนอกให้ความสปอร์ตหรูหราไปอีกขั้น เน้นเอกลักษณ์การออกแบบเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งของมาสด้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถปิกอัพแบบอเนกประสงค์ แต่ให้ความสปอร์ตหรู ช่วงล่างดี ห้องโดยสารกว้าง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของลูกค้าในปัจจุบัน มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่ารถปิกอัพทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบฟรีสไตล์แคบ หรือบานแค็ปเปิดได้ FSC และรุ่น4 ประตู DBL แบบยกสูง Hi-Racer มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 150 แรงม้า วางจำหน่ายในราคาเท่าเดิม #รถปิกอัพมาสด้าBT-50-PRO #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- "Auto driving vehicles" for the first time in Thailand
สิริ เวนเจอร์ส ผนึก สวทช. และ วศ.อว. ทดสอบวิ่งจริง “ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ” ครั้งแรกในไทย บนพื้นที่ SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox ที่ T77Community หวังยกระดับนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต สิริ เวนเจอร์ส ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) นำเสนอมิติใหม่ของนวัตกรรมยานยนต์เพื่อความสะดวกสบายของการเดินทาง ในพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ครั้งแรกในไทย! กับเดโม่ “ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ” (Autonomous Vehicle) จากการ ผนึกกำลังของ สวทช. และวศ.อว. ในการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมการขับเคลื่อน ผสานกับแอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการ ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นโดยสิริ เวนเจอร์ส กางโรดแมปเข้มข้น 8 เดือน มุ่งพัฒนา-ทดลอง-ประมวลการใช้งานยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในสภาวะควบคุมบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community โดยสวทช. และ วศ.อว. ตั้งเป้าส่งต่อนวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติต้นแบบ สู่การขยายผลในภาคเอกชน ในไตรมาสที่ 2 นี้ พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยอง หวังผลักดันให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ขณะที่แสนสิริและสิริ เวนเจอร์ส วางแผนต่อยอด ผลการทดสอบที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจพฤติกรรมของลูกบ้าน สู่แนวทางการให้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริในอนาคต นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัดกล่าวว่า “บ้านในแบบของแสนสิริจะรวบรวมทุกมิติของการอยู่อาศัย นวัตกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสิริ เวนเจอร์ส สวทช. และวศ.อว. จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกบ้านและผู้ใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญของประเทศไทยในการ ร่วมพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติเพื่อให้บริการ ในพื้นที่โครงการอยู่อาศัยขนาดใหญ่ พร้อมนำร่องทดลองวิ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงต่อไปในอนาคต” ด้าน ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า สวทช. มีพันธกิจมุ่งสร้างเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการออกแบบและวิศวกรรม จากการวิจัยพื้นฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างมีทิศทางและยั่งยืน ซึ่งการวิจัยและพัฒนายานยนต์ขับขี่อัตโนมัติจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ สวทช. ให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องเพิ่มขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำอื่นทั่วโลก ที่ได้เริ่มใช้งานยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในภาคการคมนาคมและขนส่ง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มความปลอดภัยทางถนน และช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนและขนส่งสินค้า ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน สวทช. จำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) สิริ เวนเจอร์ส และหน่วยงานอื่น เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง ให้มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศให้ประสบความสำเร็จและก้าวทันโลกไปอีกขั้น” การทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community จะใช้เวลาในการพัฒนา-ทดลอง-ประมวลผลทั้งหมด 8 เดือน เริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2019 จนถึงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โดย สวทช. และวศ.อว. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเพื่อควบคุมการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Drive-by-Wire, การบูรณาการเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, ระบบบ่งชี้ตำแหน่งและการนำทาง, สมองกลควบคุม-สั่งการการขับเคลื่อน และแผนที่ 3D ความละเอียดสูง ขณะที่สิริ เวนเจอร์สได้ร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้บริโภคเพื่อทดลองเรียกใช้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และประมวลผลการทดสอบและพฤติกรรมการใช้งานภายใต้สภาวะควบคุม ควบคู่กับมาตรการดูแลความปลอดภัยสูงสุดของลูกบ้านและชุมชน ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า“การทดสอบวิ่งจริงของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในสภาวะควบคุมบนพื้นที่จริงจะเน้นการขับขี่ทั้งทางตรง ทางเลี้ยว ขึ้นเนิน รวมทั้งระบบความปลอดภัย อาทิ การทดสอบระบบหยุดเมื่อเจอสิ่งกีดขวางต่าง ๆ พร้อมกับการพัฒนาระบบสมองกลของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติควบคู่กันไป โดยจะกำหนดเป็นเส้นทางบังคับ (Fixed Route) และเริ่มให้ลูกบ้านร่วมทดสอบใช้งานจริงผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นโดยสิริ เวนเจอร์ส เพื่อ นำ User Feedback ที่ได้มาร่วมประมวลผล และพัฒนาในลำดับต่อไป ซึ่งจะเป็นไมล์สโตนในการส่งต่อนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ขับขี่อัตโนมัติต้นแบบ สู่การขยายผลต่อในภาคเอกชน เริ่มต้นกับ AIROVR สตาร์ทอัพสัญชาติไทยผู้พัฒนาระบบให้บริการสำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ภายในไตรมาสที่ 2 นี้ ในขณะเดียวกันได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม (Consortium) เพื่อร่วมกันพัฒนารถฟีดเดอร์ขับขี่อัตโนมัติที่มีความพร้อมเพื่อนำไปทดสอบใช้งานจริง ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยองภายในช่วงต้นปี 2021” นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัดเปิดเผยว่า “นอกจากการผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยให้เกิดขึ้นจริงผ่านโปรเจค SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox แล้ว เรายังได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้น เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติสำหรับผู้บริโภคในคอมมิวนิตี้ในการเรียกรถไปรับ-ส่ง ณ จุดจอดใน T77 Community รวมถึงติดตามตำแหน่งของรถ ซึ่งจะเริ่มทดสอบการให้บริการยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติให้กับคนในพื้นที่ในไตรมาส 2 นี้ ควบคู่ไปกับการสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมินความพึงพอใจ รวมทั้งรวบรวมคำแนะนำจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปปรับปรุง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพการบริการของรถให้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวพร้อมใช้งานในวงกว้าง แสนสิริจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรก ของประเทศไทย ที่พร้อมนำร่องการให้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวก และเติมเต็มประสบการณ์ การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านแสนสิริ” “ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างสิริ เวนเจอร์ส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) ในครั้งนี้ จะสะท้อนถึงพันธกิจและความตั้งมั่นของเรา ที่ไม่เพียงแต่ให้ความใส่ใจและมุ่งเน้นในการพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิต แต่ยังรวมถึงการให้บริการที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของผู้ให้บริการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งบรูณาการองค์ความรู้ สร้าง PropTech Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเราจะแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ผลักดันและผลิตนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก” นายจิรพัฒน์ สรุป #สิริเวนเจอร์ส #สวทช. #วศ.อว. #ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติครั้งแรกในไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Chevrolet Thailand is committed to providing after-sales service and continuing customer care.
เชฟโรเลต ประเทศไทย ให้คำมั่นมีบริการหลังการขายและดูแลลูกค้าต่อไป เชฟโรเลต ประเทศไทย ให้คำมั่นกับลูกค้าว่าจะยังคงให้บริการหลังการขาย การรับประกันคุณภาพรถยนต์และการซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง ทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต ยังคงดำเนินงานในประเทศไทยเพื่อดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกท่านเช่นเดิม เชฟโรเลตจะร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายของเราจัดตั้งศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลตเพื่อให้บริการต่างๆ อาทิ การซ่อมบำรุงที่ได้มาตรฐานจากช่างมืออาชีพ บริการจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐาน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต โทร 1734 ยังคงให้คำแนะนำ ตอบคำถาม และช่วยเหลือลูกค้า ทุกท่านตามปกติ กรุงเทพฯ ประเทศไทย – เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ขอเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่ได้มอบให้กับลูกค้าเชฟโรเลตว่า เรายังคงดูแลลูกค้าทุกท่านในด้านบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน การรับประกันคุณภาพรถยนต์ และการซ่อมบำรุงโดยศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลต ทั่วประเทศเช่นเดิม โดยยังคงมีทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลตให้การดูแลช่วยเหลือ และให้บริการลูกค้าเชฟโรเลตหลังจากยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย นายเฮกตอร์ บีจาเรียล ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ถึงแม้ว่า เชฟโรเลต กำลังจะยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยภายในปีนี้ แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้ารถยนต์เชฟโรเลตทุกท่าน ท่านเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตมั่นใจได้ว่าเราจะยังคงให้บริการหลังการขาย การรับประกันคุณภาพรถยนต์แก่ลูกค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขายทั่วประเทศ เชฟโรเลตยังคงมีทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์อยู่ดำเนินงานในประเทศไทยเพื่อให้มั่นใจว่าเรายังคงให้บริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐานให้แก่ลูกค้าทุกท่านเช่นเดิม” นายวันชนะ อูนากูล ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขายและตลาดส่งออก จีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย อาทิ บริการตรวจเช็คระยะ บริการซ่อมบำรุง และบริการจัดหาอะไหล่แท้ ว่า “จีเอ็ม ประเทศไทย มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่เก็บสต๊อกอะไหล่แท้มาตรฐานสำหรับรถยนต์เชฟโรเลตทุกรุ่นทั้งเก่าและใหม่ไว้ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ผมและทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายจะยังคงทำงานอยู่ในประเทศไทยเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเราจะยังคงดูแลพวกเขาอย่างต่อเนื่อง”เชฟโรเลตยังคงมีบริการหลังการขายและศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อคอยดูแลและให้บริการต่างๆแก่ลูกค้าเช่นเดิม ได้แก่ การรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร หรืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ครอบคลุมค่าแรงช่างซ่อม อะไหล่แท้มาตรฐานเชฟโรเลต และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ บริการตรวจและซ่อมบำรุงโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองจากเชฟโรเลต บริการจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐานและสินค้าที่ได้รับการรับประกันคุณภาพเช่น น้ำมันหล่อลื่นประสิทธิภาพสูงของจีเอ็มและผลิตภัณฑ์คุณภาพของเอซีเดลโก้ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการตรวจเช็คและให้คำปรึกษาทุกปัญหาเรื่องรถ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต โทร 1734 ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 07:00 – 20:00 น. ลูกค้าเชฟโรเลตสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734 หรือที่ www.chevrolet.co.th/











