


Describe your image

Describe your image

Describe your image

Describe your image
1424 results found with an empty search
- A.P. Honda Virtual Race
แข่งจริงไม่ได้ แข่งออนไลน์แล้วกัน! เอ.พี. ฮอนด้า ระเบิดศึกดวลบิดออนไลน์ A.P. Honda Virtual Race ประเดิมสนามแรก 19 เมษายนนี้ เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย เตรียมจัดกิจกรรม A.P. Honda Virtual Race หรือการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบแบบออนไลน์ หวังส่งมอบความสุขและความตื่นเต้นให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตไทย สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลให้นักแข่งดาวรุ่งในโครงการ เรซ ทู เดอะ ดรีม ต้องหยุดพักและเก็บตัวอยู่ที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทำให้แต่ละคนต้องหาวิธีในการฟิตซ้อมร่างกาย และเพิ่มทักษะในการขับขี่ด้วยวิธีอื่น หนึ่งในนั้นคือการฝึกซ้อมผ่านวีดีโอเกมคอนโซล ซึ่งให้ทั้งความรู้ในเรื่องไลน์การขับขี่ และความสนุกสนาน A.P. Honda Virtual Race จะเป็นการประชันฝีมือการบิดผ่านจอยคอนโทรลเลอร์เป็นครั้งแรกของเหล่านักบิดดาวรุ่งจาก เรซ ทู เดอะ ดรีม นำโดย 2 นักแข่งจากสังเวียนชิงแชมป์โลก และอีก 4 นักแข่งจากศึกชิงแชมป์เอเชีย รวม 6 คน ประกอบไปด้วย • “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา หมายเลข 35 หนึ่งเดียวของไทยในศึก Moto2 • “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี หมายเลข 33 ดาวรุ่งจากรายการ CEV Moto3 Junior World Championship และ Red Bull MotoGP Rookies Cup • “มุกข์” มุกข์ลดา สารพืช หมายเลข 44 นักบิดสาวมือหนึ่งของเอเชียจากรายการ ARRC รุ่น SS600 • "แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 123 จากรายการ ARRC รุ่น SS600 • “พีไนซ์” กันตพัฒน์ แยบการไถ หมายเลข 149 จากรายการ ARRC รุ่น AP250 • “ฟิล์ม” ปิยวัฒน์ ประทุมยศ หมายเลข 188 จากรายการ ARRC รุ่น AP250 การดวลฝึมือแบบเรซจำลองจะมีถึง 4 สนาม โดยเน้นสนามในเอเชียที่นักแข่งส่วนใหญ่เคยเข้าร่วมการแข่งขันจริงมาก่อน เริ่มจากสนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ตามด้วยสนามที่สอง เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย, สนามที่สาม ทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น และปิดท้ายสนามที่สี่ ริคาร์โด ตอร์โม ประเทศสเปน A.P. Honda Virtual Race #StayAtHomeAPHGP เตรียมระเบิดความมันส์เป็นครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย.นี้ เวลา 20.00 น. ผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กที่แฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth #APHondaVirtualRace #StayAtHomeAPHGP #RaceToTheDream #APHondaThailand #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Bentley Collection
ส่งความรักและความห่วงใยถึงบ้านคุณด้วย Bentley Collection เบนท์ลีย์ แบงค็อก จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษแห่งปีสำหรับกลุ่มสินค้า เบนท์ลีย์ คอลเลกชั่น เอาใจเหล่าแฟนคลับด้วยการมอบส่วนลด 10% สำหรับสินค้าทุกชิ้น และส่วนลด 15% สำหรับการซื้อ 2 ชิ้นขึ้นไป (หมวดที่เป็น collection เดียวกัน) สะดวกและปลอดภัยด้วยบริการจัดส่งสินค้าฟรีถึงบ้าน (EMS) พร้อมทั้งมีบริการห่อของขวัญฟรีด้วยกระดาษสี Portland สุดพิเศษจากเบนท์ลีย์ เตรียมช้อป Bentley Collection กับโปรสุดว้าว! ได้แล้ววันนี้ ถึง 30 เมษายน 2020 For more information, please contact: Bentley Bangkok CTI Tower Tel: 02 261 1050 Email: Info@bentleythailand.com Website: https://bangkok.bentleymotors.com เกี่ยวกับเบนท์ลีย์ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส เบนท์ลีย์ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ทุกท่านและรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคัน ด้วยทีมวิศวกรที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูงนานกว่า 27ปี เอเอเอสได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดส่งวิศวกรไปฝึกอบรมที่โรงงานเบนท์ลีย์ทุกปีทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถเบนท์ลีย์ทุกท่านตาม นโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอสดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” และให้ชื่อ AAS เป็น “The Name you can Trust” มานานกว่า 27 ปี #Bentley #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- "MOTOR EXPO"
"MOTOR EXPO" สมทบ "มูลนิธิชัยพัฒนา" ร่วมสู้ภัยโควิด-19 สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “Thailand International Motor Expo” มอบเงิน 100,000 บาท แก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการ และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมสมทบ "กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ)” ช่วยเหลือโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งของจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ณ มูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา #MOTOR EXPO #มูลนิธิชัยพัฒนา #ร่วมสู้ภัยโควิด19 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Naughty MONKEY
CUB House เปิดตัวคอนเซปต์ Naughty MONKEY เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยิ่งกว่าเดิม CUB House - The First Moto Lifestyle Café and Showroom by Honda ร้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ฮอนด้า เปิดตัวคอนเซปต์ใหม่ Naughty MONKEY ให้กับรถ Monkey รถจักรยานยนต์ที่ครองใจวัยรุ่นมาทุกยุคสมัย มุ่งสื่อสารถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้มีไลฟ์สไตล์ความสนุกที่แตกต่าง ซุกซน และเป็นตัวของตัวเอง ในปี 2018 CUB House เปิดตัว Monkey เป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยคอนเซปต์ Awaken Monkey เพื่อสื่อถึงการปลุกเร้าความสนุกจากการขับขี่ และจากการตกแต่ง เน้นความเป็นตำนานจาก Monkey 50 ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทย การมาของ Monkey ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มแฟน Monkey ในเมืองไทยอย่างรวดเร็ว และในปี 2020 นี้ CUB House ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังคนรุ่นใหม่ให้ได้สัมผัสเสน่ห์ความซนในแบบของ Monkey ทั้งจากการขับขี่ และการตกแต่งรถให้ไม่เหมือนใคร เป็นที่มาของคอนเซปต์ใหม่ที่มีชื่อว่า Naughty MONKEY ตอกย้ำความซน มีสไตล์ มีคาแรกเตอร์ เป็นไลฟสไตล์ไอเท็มของคนรุ่นใหม่ที่ขาดไม่ได้ สำหรับคอนเซปต์ Naughty MONKEY มาจากแนวคิดในมุมของความสนุกซุกซนของลิง ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เปรียบได้กับ Movement ของรถและเจ้าของ Monkey ที่มีไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟ ชอบความแตกต่าง เป็นตัวของตัวเอง โดยคอนเซปต์นี้จะถูกนำมาใช้ในการสื่อสารการตลาดของ Monkey ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เป็นต้นไป ผ่านชุดภาพใหม่ที่แสดงเห็นถึงการสื่อสารไลฟ์สไตล์ความสนุกที่หลากหลาย ซุกซนไปกับ Monkey รุ่นต่าง ๆ พบกับ Monkey ที่มีให้เลือกถึง 4 สีได้แก่ สีเหลือง น้ำเงิน แดง ดำ และรุ่นแต่งพิเศษในโปรเจคท์ The Monkey Custom อีก 4 รุ่นได้แก่ ‘1988 CHERRY EDITION’ ‘THE METAL BLUE EDITION’ ‘THE CARBON BRED EDITION’ และ ‘BLUE CHERRY EDITION’ วันนี้ที่คับเฮ้าส์ทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามความซุกซนในแบบ Naughty MONKEY เพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจเฟซบุ๊ก www.fb.com/cubhousebyhonda เว็บไซต์ www.aphonda.co.th/cubhouse #CUBHouse #CultureUniqueBikes #MONKEY #NaughtyMONKEY #ซนได้เรื่อง #ซนเป็นลิง #NaughtyisNewCool #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- New MSX125SF
จัดว่าโดน...ใจวัยรุ่น! ฮอนด้าเปิดตัว New MSX125SF สตรีทไบค์ยอดนิยม โฉมใหม่สไตล์ซูเปอร์ฮีโร่ เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอาใจวัยรุ่นทั่วประเทศ ด้วยการปล่อยสีสันใหม่เท่ขึ้นกว่าเดิมสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่ให้กับ New MSX125SF รถสปอร์ต 125 ซีซียอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทย ส่งมอบความมันส์ภายใต้คอนเซปต์ “Clutch Me If You Can ตามมาสิคลัทช์” สะท้อนความสนุก คล่องตัว ควบคุมง่ายดั่งใจคิด ทั้งยังเร้าใจกว่าด้วยคลัทช์มือ New MSX125SF โฉมใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติอันโดดเด่น ตอกย้ำความเป็นสตรีทไบค์เบอร์หนึ่งอย่างครบถ้วน สะดุดตาด้วยชุดสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่ ไฟหน้าแบบ LED แผงหน้าปัดแบบฟูลดิจิตอลแสดงสถานะชัดเจน ฝาถังน้ำมันติดกับตัวถังแบบรถบิ๊กไบค์ ให้ความเท่ ใช้งานสะดวกและลงตัว กุญแจแบบพับได้ พกพาง่าย สะดวกสบายทุกครั้งที่ขับขี่ ด้านสมรรถนะการควบคุม บิดสนุกรวดเร็วทันใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี. ระบบหัวฉีด PGM-FI ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมัน E20 ตัดต่อการส่งกำลังด้วยระบบคลัทช์มือ ให้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ คล่องตัว และควบคุมได้ง่าย (Controllable) ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต โช้คหน้าแบบหัวกลับ ยึดเกาะถนนมั่นใจด้วยยางหน้ากว้างแบบ Tubeless ขนาด 12 นิ้ว พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS with G-Sensor หรือเซนเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยส่งสัญญาณไปที่ ECU เพื่อสร้างสมดุลขณะเบรก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในรถบิ๊กไบค์ระดับท็อป เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New MSX125SF โฉมใหม่ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Standard มีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ แดง-น้ำเงิน เร้ดสไปดี้ สีเหลือง-ดำ เยลโลว์สตอร์ม และสีขาว-แดง ไวท์สการ์เล็ต ราคาแนะนำที่ 70,940 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2563 และ รุ่น ABS with G-Sensor สีดำ-ม่วง แบล็กไทเกอร์ ราคาแนะนำ 78,480 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New MSX125SF โฉมใหม่ ได้ที่ เว็บไซต์ www.aphonda.co.th เฟซบุ๊ก www.fb.com/hondamotorcyclethailand ยูทิวบ์ www.youtube.com/hondamotorcycletha #NewHondaMSX125SF #NewMSX125SF #ClutchMeIfYouCan #ตามมาสิคลัทช์ #Honda #WhatStopsYou #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Honda Fund
กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ต้านภัยโควิด-19 ผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ต้านภัยโควิด-19 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมไทย ประกาศ การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เพื่อสู้วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ประสานความร่วมมือโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตั้งทีมเฉพาะกิจเปิดสายการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) จำนวน 100 เตียง ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง พร้อมผนึกกำลังจิตอาสาพนักงาน และภาคส่วนต่างๆ อาทิ กรมราชทัณฑ์ เพื่อร่วมผลิตและส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนอื่นๆ ให้โรงพยาบาล 48 แห่ง ทั่วประเทศ รวมทั้งมอบบริการรถพยาบาลกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย จำนวน 10 คัน เพื่อใช้สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า “จากเจตนารมณ์ของกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ที่ดำรงอยู่และพร้อมให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนและสังคมไทยมาโดยตลอดโดยในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่ต้องอาศัยการจัดการและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทางกองทุนฯ ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย มีความยินดีที่จะมอบความช่วยเหลือฉุกเฉินด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์การขาดแคลนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ” “จากการที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้พัฒนานวัตกรรมเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทางกองทุนฯ ได้ประสานความร่วมมือและจัดตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้น เพื่อผลิตเตียงฯ 100 เตียง ณ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพนักงานจากสายการผลิตที่หยุดเดินสายการประกอบรถยนต์ชั่วคราวเป็นจิตอาสาดำเนินการผลิต ภายใต้การควบคุมคุณภาพการผลิตของคณะแพทยศาสต์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช” นายพิทักษ์ กล่าวเพิ่มเติม สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลน ซึ่งทางกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยเตรียมส่งมอบให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ประกอบด้วย มอบบริการรถพยาบาลกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 10 คัน สำหรับใช้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 เพื่อช่วยสนับสนุนในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) 100 เตียง ซึ่งคุณสมบัติของเตียงนี้จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ด้วยการควบคุมแรงดันอากาศให้เป็นลบ (Negative Pressure) ทำการดูดอากาศบริเวณที่นอนของผู้ป่วยผ่านการกรองเชื้อโรคระดับ HEPA Filter (High-efficiency Particulate Air Filter) แล้วปล่อยอากาศออกสู่ภายนอก โดยมีพนักงานสายการผลิตรถยนต์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นทีมผลิต หน้ากากกันกระเด็น (Face Shield) 1,000 ชิ้น ที่เกิดจากการรวมพลังของพนักงานจิตอาสาบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ชุดป้องกันเชื้อ หรือ Personal Protective Equipment Suit (PPE Suit) 10,000 ชุด ให้บุคลากรทางการแพทย์ใส่เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 หน้ากากอนามัย (Face Mask) 100,000 ชิ้น ที่จัดซื้อจากกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ งบประมาณของกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยที่สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท มาจากเงินสมทบจากการจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าล้วนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม และยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทุนฯ ที่พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤติ โควิด-19 ไปได้ด้วยดี และจะเดินหน้าสร้างประโยชน์สุขให้กับคนไทย ดังเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป เกี่ยวกับกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 เพื่อเตรียมความพร้อมในการมอบความช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับประชาชนไทยในยามที่ประเทศไทยอาจเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภัยหนาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินงานภายใต้กองทุนดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที โดยมอบเงินสมทบ 1,000 บาทต่อการขายรถยนต์ 1 คัน 100 บาท ต่อการขายรถจักรยานยนต์ 1 คัน และ 10 บาทต่อการขายเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 1 เครื่อง ปัจจุบันกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย มียอดเงินสะสม ณ เดือนสิงหาคม 2562 เป็นจำนวนเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้กองทุนฯ ได้กำหนดภารกิจในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเงินทุน 2) ด้านวัสดุอุปกรณ์ 3) ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 4) ด้านการส่งเสริมความรู้ในการรับมือภัยพิบัติ โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีของการดำเนินการ “กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย” ได้มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ รวมจำนวนเงินกว่า 335 ล้านบาท
- New ADV150
ฮอนด้าเพิ่มสีใหม่ New ADV150 ขาวแอดวานซ์ไวท์ เท่ รับเทรนด์โลก เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย เพิ่มสีใหม่ให้ New ADV150 ด้วยสีขาวแอดแวนซ์ไวท์ รับเทรนด์แฟชั่นสีขาวที่กำลังมาแรงทั่วโลก เท่ ล้ำ ทุกมิติ ตอกย้ำความเป็นผู้นำสตรีทแอดเวนเจอร์ของเมืองไทย รองรับไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างลงตัว New ADV150 สีขาวใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “Discover New Excitement ชีวิตมีสองด้าน ใช้มันส์ซะ” ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แข็งแกร่ง ถ่ายทอด DNA จาก X-ADV สกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่สายลุยออกมาอย่างชัดเจน มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ครบครัน New ADV150 สีขาวใหม่ มาพร้อมระบบไฟรอบคันแบบ Full LED พร้อมระบบไฟ DRL Daytime Running Light และระบบ ESS Emergency Stop Signal ไฟสัญญาณกะพริบอัตโนมัติ เรือนไมล์ Full LCD แยกส่วนการแจ้งเตือนต่างๆ ของตัวรถเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน กระจกบังลมหน้าปรับได้สองระดับ กุญแจรีโมทแบบสมาร์ทคีย์ แฮนด์แบบแทปเปอร์บาร์ให้ความมั่นคงแข็งแรงตามสไตล์แอดเวนเจอร์ เสริมความสะดวกสบายด้วยที่ชาร์จไฟสำรองในกล่องคอนโซลขนาดใหญ่ด้านหน้า ขณะที่ใต้เบาะมีพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ให้ความจุถึง 28 ลิตร New ADV150 สีขาวใหม่ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 150 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบกันสะเทือนโดดเด่นเหนือใครด้วยโช็กหลังแบบทวินซับแท็งก์คู่จากแบรนด์ Showa ล้อหน้ามีขนาดใหญ่กว่าล้อหลังตามแบบฉบับรถสายลุย มาพร้อมหน้ายางใหญ่พิเศษพร้อมดอกยางที่ออกแบบให้สามารถยึดเกาะได้ดีทั้งทางเรียบและทางขรุขระ ปิดท้ายความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS พร้อมด้วยจานดิสก์เบรกหน้า-หลังแบบคลื่น ขนาด 240 มม. และ 220 มม. เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New ADV150 สีขาวใหม่ แอดวานซ์ไวท์ พร้อมกับ 3 เฉดสีเดิม ได้แก่ สีแดงแอดวานซ์เร้ด สีดำทัฟแม็ตแบล็ค และสีน้ำตาลทัฟแม็ต ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนนี้ เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 98,500 บาท ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New ADV150 สีขาวใหม่ ได้ที่ เว็บไซต์ www.aphonda.co.th เฟซบุ๊ก www.fb.com/hondamotorcyclethailand ยูทิวบ์ www.youtube.com/hondamotorcycletha
- "Thinking good, doing good"
กรมกิจการเด็กฯ เผยแพร่เพลง “คิดดี ทำดี” ในสถานรองรับทั่วประเทศ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำเพลง “คิดดี ทำดี” ที่ประพันธ์โดย จิรพรรณ อังศวานนท์ สำหรับใช้ในการประกวดร้องเพลง ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” สู่สถานรองรับเด็กของกรมกิจการเด็กฯ 30 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เด็ก และเยาวชนฟัง และฝึกร้อง ปลูกจิตสำนึกให้ทำดี และซื่อสัตย์ สุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงเหตุผลที่นำบทเพลง “คิดดี ทำดี” ของมูลนิธิ “ลมหายใจ ไร้มลทิน” ให้เด็กที่สถานรองรับเด็กของกรมกิจการเด็กและเยาวชน 30 แห่งทั่วประเทศฟัง และฝึกร้อง เพราะเนื้อเพลงมีความหมายปลูกจิตสำนึกด้านดี เด็กเล็กจะซึมซาบ และปฏิบัติตาม “กรมกิจการเด็กฯ มุ่งหวังให้เด็กเป็นคนดีในสังคม หลังจากมูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน จัดประกวดร้องเพลง “คิดดี ทำดี” เรามองเห็นพลังของเพลงนี้ เนื้อเพลงส่งเสริมให้คิดดี ทำดี มีการแบ่งปัน และยังสื่อถึงการเดินตาม รอยเท้าพ่อหลวง ร. 9 เพลงลักษณะนี้หายาก สมัยก่อนที่เราคุ้นๆ กันจะมีแค่ เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี หลังจากนั้นไม่มีอีกเลย จึงอยากจะส่งเสริมให้มีเพลงลักษณะนี้ และช่วยกันประชาสัมพันธ์ ให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้คนฟังได้ซึมซาบ และนำไปปฏิบัติ โดยไม่ได้ใช่เพียงแค่กรมกิจการเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่อยากให้เพลงประเภทนี้ได้ไปเปิดในทุกที่ เพื่อให้เนื้อเพลงเข้าไปอยู่ในใจ และนำไปปฏิบัติ” สุภัชชา กล่าวถึงความประทับใจในเนื้อเพลงคิดดี ทำดี ต่ออีกว่า “เนื้อเพลงตั้งแต่ท่อนแรก ที่ให้เด็กมุ่งมั่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และแสดงถึงความตั้งใจทำความดีของเด็ก โดยไม่เอาเปรียบเพื่อน มีการแบ่งปันกัน เนื้อเพลงยังพูดถึงความหวัง ที่จะนำคำสอนของ ร. 9 มาเป็น แนวทางในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น เพลงนี้จึงมี พลังในการสอนให้เด็ก และเยาวชน คิดดี ทำดี” อีกทั้ง ยังกล่าวถึงมูลนิธิฯ ว่า “กรมกิจการเด็กฯ ขอขอบคุณ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ในฐานะองค์กรเอกชน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการที่เด็ก และเยาวชน จะเติบโตเป็นคนดี เป็นอนาคตของชาติ อยากให้ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ได้ทำงานกับองค์กรหน่วย งานภาคต่างๆ เพื่อพัฒนาเด็ก และเยาวชนร่วมกัน” จิรพรรณ อังศวานนท์ ผู้ประพันธ์เนื้อร้อง ทำนองเพลง “คิดดี ทำดี” หนึ่งในนักดนตรีที่มีบทบาทสูงในการปรับเปลี่ยนวงการเพลงไทยสากลในประเทศไทย และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงดนตรีบัตเตอร์ฟลาย ผลิตผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ เพลงประกอบโฆษณา เพลงประกอบละครเวที อัลบัมเพลงของศิลปินชื่อดังอีกหลายท่าน เผยถึงแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้ว่า “มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน มีเพลงสำหรับให้เด็กนักเรียนร้องเพื่อประกวด โดยเป็นเพลงสำหรับนักเรียนระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย ซึ่งเมื่อฟังแล้วจะไม่ค่อยเหมาะกับนักเรียนชั้นประถม จึงมีแนวคิดว่าควรจะแต่งเพลงใหม่ที่มีเนื้อร้อง และทำนองเหมาะสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เนื้อร้องต้องจำง่าย สนุกสนาน ไม่ ซับซ้อนเกินไป จึงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงการแก้ไข และแบบอย่างที่ดีมาเขียนเป็นเนื้อเพลง ใช้คำง่ายๆ ให้มีผลต่อจิตใต้สำนึก และสอดแทรกแนวคิดของสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดการรับรู้ และจดจำง่าย โดยใช้เวลาแต่งประมาณ 3 วัน” จิรพรรณ เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังจากเพลงนี้ได้รับเลือกจากกรมกิจการเด็กฯ นำไปเปิดในสถานรองรับทั่วประเทศว่า “รู้สึกดีใจเพราะอยากให้เพลงนี้ช่วยกระตุ้นจิตใต้สำนึก โดยเฉพาะเนื้อเพลงท่อนที่ว่า “จะพลิกแผ่นดิน ฟื้นความดีงาม” ซึ่งถือว่าเป็นใจความสำคัญของเพลง เพราะเมื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นพลังจากเด็กไปสู่วัยรุ่นคนรุ่นใหม่จะช่วยขจัดปัญหาของสังคม เรื่องการโกง การคอร์รัพชัน เป็นต้น ทำให้เกิดแนวคิดในทางที่ถูกต้อง เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ติดตามรับฟังเพลง “คิดดี ทำดี” และเพลงอื่นๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation
- COCOBURI
.ไทย โคโคนัท ท้ารบตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มเมืองไทย เปิดตัว “โคโค่บุรี” มะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% ปูพรมขายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ตั้งเป้ากวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาท “ไทย โคโคนัท” ยักษ์ส่งออกมะพร้าวแปรรูประดับโลก เปิดตัว “โคโค่บุรี” มะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% พร้อมแคมเปญ “โคโค่บุรี มะพร้าวน้ำหอมตัวจริง หอมจริงทั้งน้ำทั้งเนื้อ” บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเบอร์ 1 ด้านน้ำมะพร้าวน้ำหอม ปูพรมวางจำหน่ายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 1 หมื่นสาขา และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ มั่นใจกวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาทในปีแรก ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) ผู้นำในธุรกิจผลิต ส่งออกและจำหน่ายผลิต ภัณฑ์ที่แปรรูปจากมะพร้าว เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวมายาวนานกว่า 11 ปี จนปัจจุบันมีกำลังการผลิตกว่า 7,000 ตันต่อเดือน และจากข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2562 พบว่า บริษัทไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งออกกะทิ เป็นอันดับ 1 ในทวีปยุโรป หรืออันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันบริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน)ส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆไปทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริ กา, ยุโรป, โอเชียเนีย, ตะวันออกกลาง , และประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งเป็นผู้ผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าชั้นนำทั่วโลก (OEM) และได้แปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวเพื่อการส่งออกอีกหลากหลายแบรนด์แบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “ไทย โคโค่” (Thai COCO), ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม“โคโค่บุรี” (COCOBURI), มะพร้าวน้ำหอมผลสดติดจุก และ เครื่องดื่มพร้อมทาน น้ำมะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% “นโยบายของบริษัทมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก และต้อง การนำเสนอสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทยที่ต้องการดื่มน้ำมะพร้าว ที่มีรสสัมผัสของน้ำ, เนื้อ, และ กลิ่นหอมที่มีความเป็นธรรมชาติ เหมือนดื่มจากลูกมะพร้าวแท้ๆ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ “โคโค่บุรี” มะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% ขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการดื่มน้ำมะพร้าวดังกล่าว” จุดเด่นของไทย โคโคนัท อยู่ที่การคัดสรรมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี จากจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับรองตามมาตรฐาน GMP น้ำมะพร้าวน้ำหอมที่ได้จึงสะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีสารปนเปื้อน นอกจากนี้ “โคโค่บุรี” ยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเนื้อมะพร้าวอ่อน ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติที่หอม อร่อย และเคี้ยวเพลิน เหมือนดื่มมะพร้าวสดๆจากลูกเลยทีเดียว “โคโค่บุรี” มะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% จึงกลายเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย สามารถเลือกดื่มได้ทุกช่วงเวลา ทำให้เชื่อมั่นว่า “โคโค่บุรี” จะมีรสชาติถูกปากคนไทย และได้รับความนิยมอย่างสูง โดยในปีแรกบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมียอดขาย 100 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มในเมืองไทยพบว่า ในปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวม 900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น น้ำมะพร้าวแท้ 100% กลุ่มพรีเมี่ยม ประมาณ 600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66% และ กลุ่มน้ำมะพร้าวอื่นๆ ประมาณ 300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34% และจากกระแสนิยมบริโภคเครื่องดื่มจากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้บริษัทมองเห็นเป็นโอกาส พร้อมเดินหน้ารุกทำตลาดอย่างเต็มที่ ด้านนางสาวปวีณ์นุช จำปาถิ่น ฝ่ายการตลาดกลยุทธ์ในประเทศ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมใช้งบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท สำหรับสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ผ่าน กลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา ทั้งการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมทั้งการเปิดตัวแคมเปญโฆษณา “โคโค่บุรี มะพร้าวน้ำหอมตัวจริง หอมจริงทั้งน้ำทั้งเนื้อ” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ “โคโค่บุรี” ผ่าน “น้ำหอม” ลูกมะพร้าวที่ออกเดินทางตามหาครอบครัวที่หายไป จนมาพบว่า “ครอบครัวน้ำหอม” อยู่ในขวด COCOBURI ที่ไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบไหนก็ยังคงเป็นมะพร้าวน้ำหอมที่หอมจริงทั้งน้ำทั้งเนื้อ โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการตลาดต่างๆ อาทิ การทำคาราวานแจกสินค้าชงชิม ที่ สถานีรถ ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 22-31 มีนาคม 2563 และจะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศอีกด้วย สำหรับ “โคโค่บุรี” มะพร้าวน้ำหอมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน 100% บรรจุในขวด ขนาด 350 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และสามารถติดตามกิจกรรมทางการตลาดของ COCOBURI เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Cocoburi.thai/ และ www.coco-buri.com..... #โคโค่บุรี #ไทยโคโค่นัท #WorldTrip #www.gpssentangfocus.com
- UD Gemba Challenge 2020
ยูดี ทรัคส์ เดินหน้าจัดสอบ ‘ยูดี เกมบะ ชาเลนจ์’ แข่งขันทักษะพนักงานแบบออนไลน์ • เป็นการแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะบุคลากร ประจำศูนย์บริการของยูดี ทรัคส์ ทั่วโลก • เร่งคัดจาก 30 ทีมเหลือเพียงทีมเดียวเป็นตัวแทนทีมประเทศไทยเข้าสู่สนามระดับโลกในปลายปีนี้ • ใช้ระบบการทำข้อสอบแบบออนไลน์ในการแข่งขันรอบคัดเลือกพร้อมกันทั่วโลก ●ยูดี ทรัคส์ (ประเทศไทย)เดินหน้าจัดกิจกรรมแข่งขัน‘ยูดี เกมบะ ชาเลนจ์ 2020’(UD Gemba Challenge 2020) เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานประจำศูนย์บริการ อาทิเช่น ช่างเทคนิค เจ้าหน้า ที่ให้คำแนะนำลูกค้า และตำแหน่งอื่นๆ ได้มีการพัฒนาทักษะ และแสดงถึงความเป็นเลิศในการให้บริการแก่ลูกค้าในทุกด้าน โดยแบ่งการแข่ง ขันออกเป็น 3 รอบ ซึ่ง 2 รอบแรกจะเน้นด้านทฤษฏี โดยเป็นการจัดสอบแบบออนไลน์ พร้อมกันทั่วโลก และรอบชิงชนะเลิศจะเป็นการเน้นภาคปฏิบัติ โดยจะผู้ชนะเพียงทีมเดียวจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าสู่รอบชิงแชมป์โลกที่ประเทศญี่ปุ่น ยูดี ทรัคส์ (ประเทศไทย) ประกาศรายละเอียดการแข่งขัน ‘ยูดี เกมบะ ชาเลนจ์’ ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นปีเว้นปี โดยปีนี้ประเทศไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งที่ 3 มีวัตถุประสงค์ให้พนักงานประจำศูนย์บริการของยูดี ทรัคส์ ได้พัฒนาทักษะงานซ่อมบำรุงและการให้บริการแก่ลูกค้าแบบองค์รวม และสามารถนำเอาความรู้ และทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้รับจากการแข่งขันไปพัฒนาการให้บริการแก่ลูกค้าของเรา โดยจัดรูปแบบการแข่งขันเป็นทีม ซึ่งแต่ละทีมจะประ กอบด้วยทีมช่าง 2 คน เจ้าหน้าที่อะไหล่ 1 คนและเจ้าหน้าที่สนับสนุน 1 คน แต่ละศูนย์บริการสามารถส่งทีมเข้าร่วมได้ไม่จำกัด ทั้งนี้ยูดี ทรัคส์ เราให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรมาเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะทีมงานหลังการขายที่ต้องแสดงสปิริตจิตวิญญาณแห่งเกมบะ ซึ่งหมายถึง ความเป็นมืออาชีพ ความรัก ความใส่ใจในงานที่ทำ รวมถึงความมุ่งมั่นในการหาทางออกของปัญหาเพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ และการบริการของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราชาวยูดี ทรัคส์ยึดมั่นในการทำงาน เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอย่างดีที่สุด และเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความพึงพอ ใจให้กับลูกค้า และช่วยขับเคลื่อนรถบรรทุก และธุรกิจงานขนส่งของลูกค้าให้ดำเนินต่อไป นอกจากความท้าทาย สนุกสนานที่พนักงานเราจะได้แล้ว พวกเขายังจะได้รับการเรียนรู้ใหม่ๆ และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมงานประเทศ อื่นๆอีกด้วย เพื่อนำกลับมาพัฒนางานบริการแก่ลูกค้าในท้ายที่สุด สำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกนี้ เป็นการจัดสอบภาคทฤษฎีแบบออน ไลน์ สำหรับการแข่งขันนี้ รอบแรกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 27 เมษายน และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงวันที่ 3 สิงหา คม ทั้งสองรอบเป็นการจัดสอบออนไลน์ แต่ละทีมสามารถเข้าไปทำข้อสอบจากส่วนกลางซึ่งเป็นข้อสอบเดียวกันทั่วโลก สำหรับทีมที่ได้คะแนนรวมสูงสุด จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 9 -13 พฤศจิกายนนี้ ที่ยูดี ทรัคส์ สำนักงานใหญ่ เมือง อะกิโอะ ประเทศญี่ปุ่น #ยูดีทรัคส์ #ยูดีเกมบะชาเลนจ์2020 #ยูดีทรัคส์ประเทศไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020
สมศักดิ์ศรีสปอร์ตพันธุ์แข่ง! CBR250RR คว้าสุดยอดรางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 ประเภท Best Sport Under 300cc Honda CBR250RR ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำรถสปอร์ตในเมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการผงาดคว้ารางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 ประเภท Best Sport Under 300 cc หรือสุดยอดรถสปอร์ตยอดเยี่ยมในพิกัดไม่เกิน 300 ซีซี จากการประกาศผลรางวัลโดย กรังด์ปรีซ์ กรุ๊ป เมื่อเร็ว ๆ นี้ รถสปอร์ตระดับท็อปคลาส ที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคันรุ่นนี้ พัฒนาขึ้นจากคอนเซปต์ “Beating Master สปอร์ตพันธุ์แข่ง แรงระดับมาสเตอร์” มาพร้อมรหัส RR (Racing Replica) ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจากเรซซิ่งแมชชีนในศึกโมโตจีพีสู่รถจักรยานยนต์สไตล์สปอร์ตในตระกูล CBR และได้รับการยอมรับในสมรรถนะจากผลงานการเป็นแชมป์ระดับเอเชียอย่าง Asia Road Racing Championship มาแล้วหลายครั้ง Honda CBR250RR มาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ ไฟหน้าคู่ LED 2 ชั้น Double-Layered ไฟเลี้ยว LED แบบแยกส่วน เส้นสายเฉียบคมลู่ลมตามหลักแอโร่ไดนามิค พร้อมช่อง Air Duct ที่แฟริ่งข้าง ช่วยเสริมการระบายความร้อนได้เต็มประสิทธิภาพ โครงสร้างเฟรมถัก Truss Frame สวิงอาร์มอะลูมิเนียมใช้เทคนิคการหล่อขึ้นรูปแบบ GDC (Gravity Die Casting) แข็งแรง น้ำหนักเบา โช้กหน้าหัวกลับ Upside-Down แบรนด์ Showa และโช้กหลังขนาดใหญ่แบบโปรลิงค์ สามารถปรับความแข็งได้ 5 ระดับ ดิสก์เบรกหน้าและหลัง มาพร้อมระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS 2Channel ที่ทำงานอิสระแยกหน้าหลัง Honda CBR250RR แรงด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์พิกัด 250 ซีซี DOHC 4 วาล์ว 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ เสื้อสูบอะลูมิเนียมมีน้ำหนักเบา ลูกสูบเคลือบโมลิบดินั่มลดแรงเสียดทาน วางตำแหน่งปั๊มน้ำต่อตรงกับเพลาลูกเบี้ยว ถอดแบบจาก RC213V ทำให้ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น ทั้งยังตอบสนองรวดเร็วทันใจด้วยคันเร่งไฟฟ้า THROTTLE-BY-WIRE พร้อมโหมดการขับขี่ปรับได้ 3 ระดับ COMFORT, SPORT และ SPORT+ ด้วยรูปลักษณ์และสมรรถนะที่โดดเด่น ส่งผลให้ Honda CBR250RR คว้ารางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 ประเภท Best Sport Under 300cc ไปครองอย่างไรข้อสงสัย Honda CBR250RR มีให้เลือก 2 สี คือ สีแดง และสีดำ ราคาแนะนำ 249,000 บาท วางจำหน่ายที่ร้าน Honda Wing Center ทั่วประเทศ ล่าสุด มาพร้อมโปรสุดร้อนแรงแห่งปี รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 ทะเบียน และ พ.ร.บ. พร้อมเลือกรับ Gift voucher หรือของแถม มูลค่า 25,000 บาท รวมมูลค่าของแถมสูงถึง 35,000 บาท วันนี้ถึง 31 มีนาคมนี้ เท่านั้น #ThailandBikeOfTheYear2020 #BestSportUnder300cc #CBR250RR #WhatStopsYou #Honda #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com
- Popular Auto Group signs MOU with Mine-Mobility Drive the electric train market
มนิยมออโต้กรุ๊ป ลงนาม MOU ร่วมกับ ไมน์-โมบิลิตี ขับเคลื่อนตลาดรถไฟฟ้า บริษัท ไมน์-โมบิลิตี คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MMC ซึ่งเป็นบริษัทของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute) ดำเนินธุรกิจหลักเพื่อประกอบ ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ ‘MINE mobility’ นำโดยคุณธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด แบรนด์ ‘MINE mobility’ และ EA Anywhere ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย เผยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท มนิยมออโต้กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำของประเทศลาว ซึ่งให้ความสนใจที่จะร่วมมือศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับด้านรถยนต์ไฟฟ้า นำโดยท่านสุกสะมอน สีหาเทพ ประธานบริษัท มนิยมออโต้กรุ๊ป จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจการร่วมมือในการพัฒนาตลาดรถไฟฟ้าหรือ EV Cars การร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการร่วมกันวางรากฐาน พัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านยานยนต์สมัยใหม่ ศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งนี้ แบรนด์ ‘MINE mobility’ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ MINE รุ่น SPA1 ในงาน “บางกอก อินเตอเนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 40 ในช่วงวันที่ 27 มีนาคม-7เมษายน 2562 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมจองสิทธิ์และเลือกสีเป็นครั้งแรกโดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก อนึ่งด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ปลอดภัยไร้มลพิษ โดยใช้แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพสูง รวมถึงช่วยลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่มีไอเสีย รถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างชัดเจนขึ้น ขับเคลื่อนโลกให้เข้าสู่ยุคแห่งพลังงานความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาทาง EA Anywhere ได้มีการจับมือกับพันธมิตรชั้นนำของประเทศไทยในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า เช่น ศูนย์การค้า สถานีบริการนํ้ามัน และฟาสต์ฟิต เพื่อขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ให้ครอบคลุการใช้งานทั่วประเทศ โดยให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งแบบ “ควิกชาร์จ” ใช้เวลา15 นาที และ “นอร์มอล ชาร์จ” ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง วางเป้าหมายในเขตกรุงเทพฯจะมีสถานีชาร์จทุกๆ 5 กิโลเมตร ส่วนต่างจังหวัดต้องมีทุก 50 กิโลเมตร บริษัท มนิยมออโต้กรุ๊ป จำกัด จึงเล็งเห็นความสำคัญของแนวคิดพลังงาน 4.0 ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จึงได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาตลาดรถไฟฟ้าหรือ EV Cars เพื่อลดการปล่อย Co2 และลดผ่อนการใช้พลังงาน Fossils, ศึกษา-พัฒนาระบบสถานีชาร์จไฟฟ้ารถ (Fast charging system & stations) โดยการลงนาม (MOU) ครั้งนี้ จัดให้มีขึ้น ณ สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว #บริษัทมนิยมออโต้กรุ๊ปจำกัด #ไมน์โมบิลิตีขับเคลื่อนตลาดรถไฟฟ้า #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com











