top of page

1423 results found with an empty search

  • Race To The Dream

    “ก๊องส์-ธัชกร” บินเก็บตัวแดนกระทิงดุ ฝึกเข้มก่อนลุยศึกชิงแชมป์เยาวชน 2 รายการใหญ่ระดับโลก เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำและผู้บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย เดินหน้าแผนโร้ดแม็ป “เรซ ทู เดอะ ดรีม” ส่งยอดนักบิดดาวรุ่ง “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี บินลัดฟ้าสู่ประเทศสเปน เข้าแคมป์เก็บตัวร่วมกับต้นสังกัด “จูเนียร์ ทาเลนต์ ทีม” ฝึกเข้มยกระดับทักษะการแข่งขัน เตรียมความพร้อมก่อนลุยศึกระดับโลก 2 รายการใหญ่ “ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์” และ “เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ” ประจำปี 2020 หวังสานต่อความสำเร็จตามรอยรุ่นพี่อย่าง สมเกียรติ จันทรา หนึ่งเดียวของไทยในศึกเวิลด์กรังปรีซ์ รุ่นโมโตทู ความเคลื่อนไหวของ “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งชาวไทย ผลผลิตของโครงการ “เรซ ทู เดอะ ดรีม” จาก เอ.พี. ฮอนด้า ซึ่งในปี 2020 นี้ ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขัน ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ ในสังกัด “จูเนียร์ ทาเลนต์ ทีม” ด้วยหมายเลข 33 ภายใต้การดูแลของ อัลแบร์โต้ พูอิก ผู้จัดการทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า รวมถึงเป็นนักบิดดาวรุ่งไทยคนแรกที่จะได้ร่วมการแข่งขัน เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ อีกหนึ่งเวทีบ่มเพาะนักแข่งดาวรุ่งขึ้นมาประดับวงการมอเตอร์สปอร์ตโลก ล่าสุด เมื่อกลางดึกของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ธัชกรได้ออกเดินทางไปประเทศสเปน เพื่อเข้าโปรแกรมเก็บตัวฝึกซ้อมกับต้นสังกัด ก่อนเปิดฉากการแข่งขัน ซีอีวี โมโตทรี อย่างเป็นทางการ สนามแรกที่ออโตโดรโม อินเตอร์เนชั่นแนล ดู อัลกราฟ ประเทศโปรตุเกส วันที่ 24-26 เมษายนนี้ นายเอกอนันต์ เกิดอนันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายกีฬายานยนต์ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ซึ่งเดินทางไปส่งและให้กำลังใจ ธัชกร ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า “ปีนี้เราเข้าไปใกล้เป้าหมายของ เรซ ทู เดอะ ดรีม อีกขั้น ด้วยการส่งธัชกรที่ทำผลงานโดดเด่นจากรายการเอเชีย ทาเลนต์ คัพ โดยเฉพาะการคว้าแชมป์โฮมเรซ ที่สนามช้างฯ ในปีที่ผ่านมา ไปเข้าร่วมเก็บประสบการณ์และยกระดับความสามารถใน 2 รายการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อเดินหน้าตามแผนโร้ดแม็ปอย่างเต็มที่” “ในโอกาสนี้ก็ขอให้ธัชกรพยายามรักษามาตรฐานการพัฒนาทักษะการแข่งขันของตัวเองต่อไป เชื่อว่าเจ้าตัวจะเป็นอีกหนึ่งเพชรเม็ดงามที่ประสบความสำเร็จตามรอยรุ่นพี่อย่าง สมเกียรติ จันทรา ขึ้นมาสู่การแข่งขันระดับเวิลด์กรังด์ปรีซ์ได้อย่างแน่นอน” ด้าน ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งไทย วัย 19 ปี กล่าวว่า “ขอขอบคุณ เอ.พี. ฮอนด้า ที่ให้โอกาสและสนับสนุนตัวผมเองเสมอมา การเข้าร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมครั้งนี้จะเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เรียนรู้การทำงานกับทีมงานใหม่ รถแข่งใหม่ สนามแข่งขันแห่งใหม่ ทุกรายละเอียดถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผม ก่อนไปก็เตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งพร้อมลุยครับ แม้ครั้งนี้ไกลบ้านกว่าเดิม ต้องเดินสายแข่งขันในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยกำลังใจที่ดีจากแฟนๆ ยังไงก็ขอฝากให้ทุกคนช่วยติดตามเชียร์ด้วยครับ” ศึกชิงแชมป์นักบิดเยาวชนโลก ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ ประจำปี 2020 มีคิวเปิดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาลที่ออโตโดรโม อินเตอร์เนชั่นแนล ดู อัลกราฟ ประเทศโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายนนี้ ขณะที่รายการ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ มีกำหนดดวลความเร็วสนามแรกช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ แฟนกีฬาความเร็วชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของ “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี นักบิดดาวรุ่งจาก เอ.พี. ฮอนด้า ในศึกชิงแชมป์เยาวชนโลก ซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ และรายการ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ ปี 2020 ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #TB33 #CEVMoto3 #RedBullMotoGPRookiesCup #RaceToTheDream #APHondaThailand #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Porsche Cayenne Service Clinic

    เอเอเอสฯ มอบบริการดูแลรักษารถยนต์ด้วยทีมช่างรางวัลเหรียญทองจากโรงงานปอร์เช่แห่งเดียวในประเทศไทย ปอร์เช่ จัดแคมเปญตรวจเช็ครถ Porsche Cayenne Service Clinic กรุงเทพฯ. บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตอกย้ำความไว้วางใจเรื่องการดูแลรถยนต์ปอร์เช่หลังการขายอย่างต่อเนื่อง จัดแคมเปญ Porsche Cayenne Service Clinic เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์ Porsche Cayenne E1 รุ่นแรกจนถึงรุ่นปี 2010 อย่างครบครันด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัยและช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี การันตีมาตรฐานความปลอดภัยพร้อมความมั่นใจในการขับขี่ โดยแคมเปญจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 17 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2563 ณ ศูนย์บริการปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) และ ศูนย์บริการปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) โดย เอเอเอสฯ มอบสิทธิประโยชน์ให้สำหรับท่านเจ้าของรถยนต์ Porsche Cayenne E1 ที่นำรถเข้ามาตรวจเช็ค สภาพในช่วงแคมเปญไว้อย่างมากมาย อาทิ - ฟรีบริการน้ำมันเครื่องMobil 1 สำหรับลูกค้า 20 ท่านแรกที่ทำการนัดหมายเพื่อรับบริการ - ส่วนลดสูงสุด 40% สำหรับค่าแรง อะไหล่ และ Tequipment - ส่วนลดเพิ่มเติม 5% สำหรับอะไหล่ในงานซ่อมแซมสีและตัวถัง - ส่วนลดเพิ่มเติมอีก 5% เมื่อมียอดใช้จ่ายมากกว่า 100,000 บาท - ส่วนลดพิเศษ 25% เมื่อซื้อสินค้า Porsche’s Driver Selection - ทดลองขับรถยนต์ปอร์เช่ - ฟรีบริการทำความสะอาดและเคลือบเงารถ โดยผลิตภัณฑ์ Autoglym สำหรับรถที่เข้าร่วมแคมเปญ - บัตรของขวัญส่วนลดพิเศษ สำหรับโปรแกรมการดูแลทำความสะอาดรถยนต์และผลิตภัณฑ์จากAutoglym - ฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการฝากขาย สำหรับ Porsche Pre-owned car ในรุ่น Porsche Cayenne E1 #ปอร์เช่จัดแคมเปญตรวจเช็ครถ #PorscheCayenneServiceClinic #บริษัทเอเอเอสออโต้เซอร์วิสจำกัด #AAS #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Isuzu Infinite World Night Party

    อีซูซุจัดงาน “Isuzu Infinite World Night Party...คืนพลิกโลก” ปาร์ตี้สุดมันขอบคุณสื่อมวลชน กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พลิกค่ำคืนธรรมดา...ให้เป็นปาร์ตี้ขอบคุณสื่อมวลชนสุดพิเศษ ภายในคอนเซ็ปต์ “Isuzu Infinite World Night Party…คืนพลิกโลก” สนุกสุดมันกับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ณ วิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปี 2562 ที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัว แต่ด้วยแรงสนับสนุนอันดียิ่งจากลูกค้าและสื่อมวลชนไทย ทำให้แบรนด์อีซูซุยังคงได้รับความนิยมและอยู่ในแนวหน้าของวงการรถยนต์เมืองไทยมาเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัวรถปิกอัพรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่หมด “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พลานุภาพ...พลิกโลก! อีซูซุจึงได้ตั้งใจจัดงานสุดพิเศษครั้งนี้เพื่อขอบคุณที่สื่อมวลชนให้การสนับสนุนอีซูซุอย่างดีตลอดมา และหวังว่าจะยั่งยืนเคียงคู่กันเช่นนี้ตลอดไป”และเพื่อให้สมกับเป็นค่ำคืนพลิกโลกที่ทุกคนรอคอย...อีซูซุได้เนรมิตจัดงานให้อิ่มเอมไปด้วยความสนุกสนานตั้งแต่ก้าวแรก กับกิจกรรมต่างๆ อาทิ · ลุ้นโชคกับตู้กดสอยดาว · กิจกรรมสร้างสรรค์ DIY ถุงผ้าพลิกโลกสุดชิค · เกมสนุก “พลานุภาพ...พลิกภาพ” การท้าประลองสายตาและความจำต่อภาพรับรางวัล “พลานุภาพ...มือไว” เกมกดปุ่มไฟ ที่ใครมือไวก็รับรางวัลกลับไปได้เลยทันที ต่อด้วยตู้เกมคีบตุ๊กตาสุดฮิต “พลานุภาพ...จับโชค” · กิจกรรมการประกวดซีรี่ส์ภาพถ่ายชุด “พลิกโลกกับอีซูซุ” ที่สื่อมวลชนร่วมโชว์ไอเดียสร้างสรรค์หลากหลายมุมมองความพลิกโลกในแบบต่าง ๆ ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตสุดมันจากเจ้าพ่อแร็ปเปอร์เมืองไทย “โจอี้-บอย” และดาราสาวสุดสวย “มิน-พีชญา” สร้างความบันเทิงไปตลอดค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความประทับใจที่ “อีซูซุ-สื่อมวลชน” มีให้กันอย่างยาวนาน #Isuzu #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • GS Battery supports Swat Cat team to fight the Thai League 2020

    เอส แบตพลังอึด ร่วมสนับสนุนทีม Swat Cat สู้ศึกไทยลีก 2020 บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด บริษัทในกลุ่มสยามกลการ ผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ แบรนด์ยีเอส แบตเตอรี่ ได้เข้าร่วมงาน “เปิดตัวทีมสวาทแคท "สวาทแคท...สู้เว้ย.ย!” สู้ศึกไทยลีก 2020 พร้อมนักฟุตบอลเยาวชน รุ่น U19 โดยมี ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ ซึ่ง “ยีเอส แบตเตอรี่” นำโดย นายมนไทย เลาหะวณิช กรรมการผู้จัดการ ได้เข้าร่วมงานฯ การเปิดตัวคณะผู้บริหารและผู้เล่นของทีมสวาทแคทในฤดูกาลใหม่ รวมทั้งคณะกรรมการสโมสรฯ นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวทีมนักกีฬาอีสปอร์ตทั้ง 6 คน นำโดยกัปตันทีมต้นไม้ – ณัฐวุฒิ อินทร์หอม ร่วมด้วย โย... บดิน รุ่งรัตน์กสิกุล , ณัฐ...ณัฐพงษ์ คร่อมกระโทก , หนุ่ย...พงศกร ธรรมขันแก้ว , มิว...ยุทธนา งามอเนกรัตน์ และสุดยอดโปรเพลเยอร์ท็อปเทนของเอเชีย โง วินส์ กวง หรือฮายา กวง บาซ่าร์ จากเวียดนาม ที่จะมาร่วมสู้ศึกในรายการอีลีก 2020 ซึ่งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ จะมีการเริ่มต้นฤดูการแข่งขันใหม่ในปีนี้ เพื่อมุ่งส่งเสริมนักกีฬาที่เข้าร่วมแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลกต่อไปอีกด้วย 👉ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและกิจกรรมต่างๆ ของยีเอส แบตเตอรี่ ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ gsbatterythailand และ www.gsbattery.co.th #Fight #สวาทแคทสู้เว้ย #SWATCAT #NakhonratchasimaMazdaFC #Thaileague2020 #SGSS #ยีเอสแบตพลังอึด #gsbatterythailand #Siammotorsgroup #แบตอึด #แบตหมด #ยีเอส #แบตเตอรี่ #ทั่วไทย #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Mitsubishi Motors Thailand announces operating performance that exceeds targets And growing above th

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศผลการดำเนินงานทะลุเป้าหมาย และเติบโตเหนือตลาดในปี 2562 บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2562 เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นยอดจำหน่ายรวม 88,244 คัน มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 8.8 ผลการดำเนินงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในภาพรวม ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดที่ 1,007,552 คัน ลดลงร้อยละ 3.3 จากปี 2561 “ปี 2562เป็นปีที่ดีเยี่ยมสำหรับพวกเรา ซึ่ง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นหนึ่งในเพียง3 บริษัทรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์เติบโตเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา เราขอขอบคุณลูกค้าสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น ผลการดำเนินงานของเราเติบโตสวนทางกับอุตสาหกรรมยานยนต์ท่ามกลางปัจจัยท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น นอกจากการนำเสนอรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว ความสำเร็จของเรายังเกิดขึ้นจากการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและการให้ความสำคัญกับลูกค้า พร้อมการลงทุนในด้านการพัฒนาบุคลากร” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวที่งานแถลงผลประกอบการประจำปี “สำหรับปี 2563 เรายังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุส่วนแบ่งตลาดให้มากกว่าร้อยละ 9 พร้อมเดินหน้าปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของโรงงานผลิตที่แหลมฉบังด้วยการสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเรา” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติมมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไม่เพียงเติบโตเหนือกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมในปี 2562 แต่ยังประสบความสำเร็จท่ามกลางสภาพตลาดที่มีความท้าทายและมีการแข่งขันกันสูง รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลต่อตลาดในประเทศและการส่งออกในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถใหม่เพื่อนำเสนอความทันสมัยและน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้ง มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รุ่นโลว์ไรเดอร์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รวมถึง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่รถที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คือ มิตซูบิชิ ไทรทัน มียอดจำหน่ายที่ 35,807 คัน หรือ ร้อยละ 41 ของยอดจำหน่ายทั้งหมด ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับสองที่ 16,196 คัน หรือ ร้อยละ 18 ขณะที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายที่ 13,558 คัน หรือ ร้อยละ 15 สำหรับรถซิตี้คาร์ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยยอดจำหน่ายรวม 22,683 คัน หรือ ร้อยละ 26ด้านการส่งออก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ครองตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 โดยสามารถส่งออกรถยนต์รวมทั้งสิ้น 332,700 คัน ประกอบด้วยรถยนต์สำเร็จรูป (BU) 284,500 คันและรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD) 48,200 คัน โดยในปี 2562 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ฉลองความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์ครบ 4 ล้านคันสำหรับการผลิตในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถผลิตรถยนต์รวมทั้งสิ้น 407,200 คัน ประกอบด้วยรถยนต์สำเร็จรูป (BU) 353,500 คันและรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD) 53,700 คันนอกจากผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จ ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายและการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีเครือข่ายผู้จำหน่ายจำนวน 229 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ และยังได้เปิดตัวไลฟ์สไตล์โชว์รูมแนวคิดใหม่ เพื่อมอบความพึงพอใจและประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้านบริการหลังการขายที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลางภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” มอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในราคาที่ไม่แพง ด้วยคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้ที่ตอบโจทย์ การบริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรม การดูแลและเข้าใจในสินค้าและการบริการ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเข้าถึงบริการและเครือข่ายผู้จำหน่ายได้อย่างสะดวกสบายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ลูกค้า ได้แก่ กิจกรรมมิตซูบิชิ แฮปปี้ แฟน มิตซูบิชิ แฮปปี้ เฟสติวัล มิตซูบิชิ โรดโชว์ อเวคเคนนิ่ง แบงค็อก ซึ่งเป็นเทศกาลแสดงแสงสีและศิลปะผสมผสาน ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นร่วมกับผู้จำหน่าย พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม หรือ EA คือศูนย์กลางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ โดยในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบการจัดการการฝึกอบรม (TMS) และระบบการเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากกว่าร้อยละ 9 ในปี 2563 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงมุ่งเน้น3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ 1) การให้ความสำคัญกับลูกค้า 2) การปรับปรุงพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย และ 3) การพัฒนาบุคลากร โดยยกระดับการดำเนินงานของ ผู้จำหน่ายสู่มาตรฐานขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับภาพลักษณ์โชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยอัตลักษณ์ใหม่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกช่องทาง พร้อมกับขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพิ่มเป็น 245แห่งทั่วประเทศสำหรับด้านการผลิต บริษัทฯ จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ พร้อมปรับปรุงการปฏิบัติงานในขั้นตอนเชื่อมตัวถังและขั้นตอนการประกอบ โดยมีแผนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าระดับโลก มีแผนที่จะผลิต มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รถพลังงานไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด ที่โรงงานผลิตที่แหลมฉบังในปี 2564 ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 3,130 ล้านบาท และยังส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยการจัดหาและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นหลัก

  • Ford and Lazada create a new phenomenon in the automobile industry.

    ฟอร์ด จับมือ ลาซาด้า สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการรถยนต์ เปิดออนไลน์สโตร์พร้อมจัดแคมเปญ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แฟลช เซลล์” รับวาเลนไทน์ · สร้างปรากฏการณ์เป็นบริษัทรถยนต์รายแรกของไทยที่จำหน่ายคูปองส่วนลดเงินสดออนไลน์สำหรับการซื้อรถยนต์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ · ออกแคมเปญสุดเร้าใจ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แฟลช เซลล์” จ่ายเพียง 14 บาท รับคูปองส่วนลดเงินสดมูลค่า 20,000 บาท สำหรับซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการรถยนต์ ด้วยการจับมือกับลาซาด้า เปิดตัว “ฟอร์ด ออนไลน์ สโตร์” บนแอพพลิเคชั่นลาซาด้า โดย ฟอร์ด ถือเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกของประเทศไทย ที่จำหน่ายคูปองส่วนลดเงินสดออนไลน์ สำหรับการซื้อรถยนต์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พร้อมออกแคมเปญสุดเร้าใจรับวาเลนไทน์ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แฟลช เซลล์” ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อคูปองส่วนลดเพียง 14 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลด 20,000 บาท สำหรับซื้อรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ร่วมรายการ โดยลูกค้าสามารถซื้อคูปองส่วนลดเงินสดบนลาซาด้า จำนวนจำกัด 5,000 ใบเท่านั้น ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 วันเดียวเท่านั้น จนกว่าคูปองจะหมด บนเว็บไซต์ www.lazada.co.th หรือแอพพลิเคชั่นลาซาด้า “ฟอร์ดมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์ Digital Firstทั้งในส่วนของการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และสื่อสารกับผู้บริโภค เราเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วด้วยการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เราจึงเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ โดยฟอร์ดได้จับมือกับลาซาด้า เปิด ฟอร์ด ออนไลน์ สโตร์ เป็นครั้งแรกพร้อมทั้งร่วมฉลองวันวาเลนไทน์กับลูกค้า 14 กุมภาพันธ์นี้ ด้วยการจัดแคมเปญ ฟอร์ด เรนเจอร์ ออนไลน์ แฟลช เซลล์ คูปองส่วนลดเงินสดสุดพิเศษ ซึ่งเราเชื่อว่าการจับมือกับลาซาด้า ซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงของประเทศไทย ที่มีฐานลูกค้าอันเหนี่ยวแน่น จะสามารถขยายฐานลูกค้าของฟอร์ด และช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้ามาตรฐานระดับโลกของฟอร์ดได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ลาซาด้ามุ่งมั่นที่จะเดินหน้ากลยุทธ์สร้างพันธมิตรจากทั่วทุกวงการ เพิ่มสินค้าบนแพลตฟอร์มให้หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการ โดยเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับฟอร์ด ประเทศไทย ที่นอกจากจะสร้างสีสันให้แก่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น แคมเปญ Flash Sale ยังจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายและรวดเร็ว ให้ได้รับประสบการณ์ช้อปออนไลน์สู่ออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ที่ว่า ‘มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา’ อย่างแท้จริง” นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าว ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำคูปองส่วนลดเงินสด 14 บาท ไปแสดงเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลด 20,000 บาท เพิ่มเติมจากแคมเปญส่งเสริมการขายปกติ สำหรับซื้อรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น XLT, Limited, FX4 และไวลด์แทรคที่เข้าร่วมรายการ ตามที่กำหนด ณ โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ถึง 15 มีนาคม 2563 และต้องออกรถภายในวันที่ 15 มีนาคม 2563 นอกจากโปรโมชั่นคูปองส่วนลดเงินสดสุดพิเศษแล้ว ฟอร์ดยังพร้อมมอบข้อเสนอที่พลาดไม่ได้ ณ โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14 – 16 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ โดยลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่นในช่วงเวลาโปรโมชั่น 14 – 16 กุมภาพันธ์ 2563 จะได้รับบัตรน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1383 หรือสอบถามผู้ค้าได้ที่ ลาซาด้า แชท ออนไลน์สโตร์ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.lazada.co.th/shop/ford-1580102556/

  • Mini Thailand launches the first Mini Cooper SE, 100% electric powered car.

    มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมินิ เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก พร้อมเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14 น. เป็นต้นไป มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ เผยโฉมในประเทศไทยเป็นที่แรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค พร้อมเปิดจองให้ลูกค้าพรีออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14 น. เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ www.mini.co.th ในจำนวนจำกัดเพียง 25 คันเท่านั้น มินิ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชด้วยนิยามใหม่ของการขับขี่สไตล์มินิ กับการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ ซึ่งได้เผยโฉมในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ผสานดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาไม่ซ้ำใคร และคุณภาพระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันภายใต้เอกลักษณ์ความเป็นมินิได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รุ่นแรกจากมินินี้ นับเป็นก้าวสำคัญแห่งการปฏิวัติการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด แต่ยังคงความสนุกเร้าใจสไตล์โกคาร์ทในตำนาน พร้อมรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ บุกเบิกไลฟ์สไตล์แบบใหม่แห่งการขับขี่ในตัวเมืองด้วยพลังงานสะอาดแก่แฟน ๆ ชาวไทย โดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ จะเปิดให้ลูกค้าพรีออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14 น. เป็นต้นไปทางเว็บไซต์ www.mini.co.th ในจำนวนจำกัดเพียง 25 คันเท่านั้น คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกที่ได้เปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากมินิที่บุกเบิกยนตรกรรมไฟฟ้าสำหรับการขับขี่ในตัวเมืองด้วยสไตล์ใหม่ที่มีความเฉพาะตัว โดยเมื่อ 60 ปีก่อน เราได้นำเสนอนิยามใหม่ของการใช้พื้นที่ในตัวรถอย่างสร้างสรรค์ เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพคเป็นครั้งแรก ในวันนี้ ประสบการณ์ขับขี่จากมินิจะก้าวสู่อนาคตที่ทั้งยั่งยืนกว่า และยังคงไว้ซึ่งความน่าหลงใหลของการโลดแล่นบนท้องถนน เราจึงตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่แฟน ๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสปรากฎการณ์ครั้งใหม่จากมินิที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษ ทั้งยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ที่แฟน ๆ ต่างคาดหวังจากมินิได้เช่นเคย” ขุมพลังไฟฟ้าในสไตล์มินิ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตูแต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้าในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของมินิ คูเปอร์ เอสอี จึงทำให้มีความคล่องตัว ควบคุมได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้นแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังมีประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้นจากตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)สมรรถนะสุดสปอร์ตของมินิ คูเปอร์ เอสอี ไม่เพียงโดดเด่นด้วยการตอบสนองที่เฉียบพลันบนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังแตกต่างด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานโดยแทบจะไร้เสียง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ สร้างความสุนทรีย์ขณะขับขี่ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ คุณสมบัติด้านความปลอดภัยของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ยังเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน ในส่วนของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จะอยู่ภายใต้กันชนและโครงสร้างมอเตอร์ที่เสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงจะติดตั้งอยู่ภายในแผ่นรองฐานใต้ท้องรถทีออกแบบมาเพื่อป้องกันชิ้นส่วนแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ขับสนุกเร้าใจได้ด้วยพลังงานไฟฟ้า เอกลักษณ์ความเร้าใจในสไตล์โกคาร์ทที่เป็นตำนานของมินิได้ก้าวสู่มิติใหม่แห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มาพร้อมการควบคุมที่ปราดเปรียวและแม่นยำด้วยเทคโนโลยีช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาและตั้งค่ามาเพื่อมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ โดยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าของมินิ คูเปอร์ เอส อย่างน้อย 30 มิลลิเมตร ยกระดับประสิทธิภาพในการกระจายน้ำหนักและการเข้าโค้งให้เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรกนี้ รองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่โดยการจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่นระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เป็นต้น อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling โดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ผู้ขับสามารถเลือกปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แบบ one-pedal feeling หรือเลือกลดระดับการนำพลังงานจากเบรกกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้รถชะลอตัวนุ่มนวลยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินได้ไม่ต่างจากมินิรุ่นอื่น ๆ ชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้อย่างสะดวกง่ายดาย พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) จากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox และจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging จะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ChargeNow ซึ่งนับเป็นเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดดเด่นสะดุดตาด้วยเอกลักษณ์มินิทั้งภายนอกและภายใน มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ มอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟด้วยดีเอ็นเอมินิพันธุ์แท้ ภายในมาพร้อมเบาะผ้าสีดำCarbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า รองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอปพลิเคชั่น MINI Connected ในการตั้งเวลาออกเดินทางเพื่อเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าได้ตามต้องการแผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ โดยจะเปลี่ยนสีไฟตามสถานะการชาร์จ ได้แก่ สีส้มขณะเริ่มชาร์จ สีเหลืองขณะกำลังชาร์จ และสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม โดยหากมีความผิดปกติใด ๆ ในระหว่างการชาร์จ จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยไฟสีแดง สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือก ต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่ สัดส่วนต่าง ๆ ของตัวรถยังคงความคล่องตัวในสไตล์มินิ มาในโครงสร้าง 3 ส่วนเช่นมินิรุ่นอื่น ๆ ประกอบไปด้วยโครงสร้างตัวถัง หน้าต่างรอบด้านและหลังคารถ และการออกแบบให้ล้ออยู่ใกล้กับกันชน ซึ่งรวมถึงความกว้างของฐานล้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสื่อถึงดีเอ็นเอความเป็นมินิพันธุ์แท้ที่ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด เส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจนสะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฎบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ดีไซน์กระจังหน้าที่ปรากฎเฉพาะในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใต้ท้องรถที่มีแผ่นปิดเกือบรอบคัน และกระโปรงท้ายรถในรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนมีส่วนช่วยลดแรงต้านของอากาศ ซึ่งเมื่อปราศจากท่อไอเสีย อากาศจึงสามารถไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังท้ายรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Corona พร้อมยางรันแฟลต ที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้นลูกค้าที่สนใจสามารถพรีออเดอร์มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ได้ทาง www.mini.co.th ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.14 น. เป็นต้นไป ที่ราคาจำหน่าย 2,290,000 ล้านบาท รวมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard ครอบคลุมการบำรุงรักษานาน 3 ปี / 60,000 กิโลเมตรและการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

  • Mazda joins SWATKAT to announce that they are ready to fight the Thai League

    มาสด้าผนึกสวาทแคทประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกไทยลีก ตั้งเป้าติด 1 ใน 10 ฤดูกาล 2020 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา จังหวัดนครราชสีมา, 11 กุมภาพันธ์ 2563 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับ สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จัดงาน “สวาทแคทสู้สึกไทยลีก ฤดูกาล 2020” เปิดตัวนักเตะทั้งรุ่นใหญ่ และรุ่นเยาวชนพร้อมชุดเย้าเยือน ฤดูกาล 2020 สานต่อนโยบายขับเคลื่อนวงการลูกหนังเมืองไทยสู่ระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เหล่ากองเชียร์เจ้าแมวพิฆาตเปล่งเสียงเชียร์สร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาเตรียมระเบิดศึกฤดูกาล 2020 ตั้งเป้าติด Top 10 สร้างความคึกคักให้กับเมืองโคราชด้วยจำนวนแฟนบอลที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมานั้น ที่พวกเราได้ยืนหยัดเคียงคู่กันมาอย่างเหนียวแน่น ช่วยกันส่งเสียงเชียร์ ยืนปรบมือ ช่วยกันสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าแมวสวาทแคท ในการสู้ศึกทุกๆ สนาม สร้างเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ให้กับเจ้าแมวพิฆาตไว้มากมาย มีแฟนบอลที่เหนียวแน่นนับหมื่นคนคอยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ ในขณะเดียวกันนักเตะ และทีมสตาฟโค้ชทุกคนต่างมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และไม่เคยยอมแพ้ ซึ่งไม่ต่างกับแบรนด์มาสด้า เราเป็นบริษัทรถยนต์ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่เราก็สามารถเดินทางมาด้วยระทางที่ยาวไกลครบรอบ 100 ปี ในปี 2563 นี้ ตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษ เราผ่านเรื่องราวมากมาย ต่อสู้กับอุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน แต่พวกเราไม่เคยหยุดพัฒนา และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ในการจะมุ่งไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ ซึ่งเราเห็นสปิริตความเป็นนักสู้ของนักเตะทุกคน รวมไปถึงสตาฟโค้ช ของสโมสรฯ มาโดยตลอด นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษา สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี กล่าวว่า ในปีนี้ทางสโมสรฯ มีการปรับกลยุทธ์ภายใต้การนำทีมของนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ประธานสโมสร เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยโดยเริ่มตั้งแต่ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ไปสู่เวลาระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องวางรากฐานที่มั่นคง ตั้งแต่รุ่นเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักเตะทัพใหญ่ต่อไป ทางสโมสรฯ ภายในงานฯ ได้เผยโฉมน้องๆ นักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ที่จะลงแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ หรือไทยแลนด์ ยูธ ลีก ฤดูกาล 2020 คาดหวังที่จะสร้างประสบการณ์และความมั่นใจให้กับนักเตะด้วยการพลักดันไปสู่การเป็นแชมป์ในฤดูกาลนี้ให้สำเร็จ และเพื่อตอบรับกระแสอีสปอร์ตที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทางสโมสรฯ ได้เปิดตัวนักกีฬาทั้ง 6 คน นำโดยกัปตันทีม ต้นไม้ - ณัฐวุฒิ อินทร์หอม ร่วมด้วย โย - บดินทร์ รุ่งรัตน์กสิกุล, ณัฐ - ณัฐพงษ์ คร่อมกระโทก, หนุ่ย - พงศกร ธรรมขันแก้ว, มิว – ยุทธนา งามอเนกรัตน์ และสุดยอดโปรเพลเยอร์ท็อปเทนของเอเชีย โง วินห์ กวง หรือ “กวง บาซาร์” จากประเทศเวียดนาม ที่จะมาร่วมสู้ศึกในฤดูกาลนี้ด้วย อีกทั้งในฤดูกาล 2020 นี้ “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น จะเข้ามานั่งแท่นคุมทีมในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของรุ่นใหญ่ หลังจากที่ฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมาว่า จบอันดับ 13 ฟุตบอลไทยลีก รอดพ้นจากการตกชั้นในช่วงท้ายฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมา เชื่อว่าด้วยความตั้งใจของโค้ช จะนำพาสโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี จะครองอันดับ 1 ใน 10 ของตารางได้สำเร็จ สำหรับชุดแข่งฤดูกาลนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก “แกรนด์สปอร์ต” มี 3 สี โดยสีส้มซึ่งเป็นสีประจำทีมเป็นชุดเหย้า สีเหลืองและสีม่วงจะเป็นชุดเยือน ส่วนชุดผู้รักษาประตูเป็นชุดสีดำ และสีเขียวสะท้อนแสง ด้าน “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น เผยแนวทางที่จะพาสวาทแคทไปสู่เป้าหมายในปี 2020 โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพ ความแข็งแกร่งของนักเตะ รวมไปถึงการวางเกมรุก และเกมรับที่มีความยืดหยุ่น แยบยล มากกว่าการเล่นแบบตั้งรับ และโต้กลับเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำแต้มให้กับทีม อีกทั้งเราเติมผู้เล่นใหม่หลายตำแหน่ง อาทิ เดนนิส มูริลโล่ ดาวยิงชาวบราซิล, อนนต์ สมากร กองกลางอนาคตไกล, ยูน จุน ซอง ปราการหลังจอมเก๋าที่จะมาผนึกกำลังกับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กัปตันทีม ร่วมด้วย เมธี ทวีกุลกาญจน์ และนักเตะมากฝีมืออีกมากมาย หากรวมศักยภาพทั้งนักเตะเดิม และนักเตะใหม่ จะสามารถยกระดับเกมรุกของทีมได้อย่างแน่นอน นัดเปิดฉากฤดูกาล 2020 สวาทแคทจะบุกเยือน 5 นัดแรก ประเดิมนัดแรกพบกับ การท่าเรือ เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น. นัดที่สอง พบกับ ระยอง เอฟซี ในวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น., นัดที่สาม พบกับ ชลบุรี เอฟซี ในวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 17.45 น. นัดที่สี่ พบกับ มิตรผล เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น., นัดที่ห้า พบกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม เวลา 19.00 น. เชิญชวนแฟนบอลร่วมชม และเชียร์เจ้าแมวพิฆาตไปพร้อมกัน โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE #MazdaThailand #มาสด้าผนึกสวาทแคทประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกไทยลีก #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Yamaha Thailand Racing Team

    ​ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม...เตรียมทัพใหญ่!!! พร้อมลุยเกมมอเตอร์สปอร์ตทั้งในประเทศและระดับโลก ตั้งเป้าหมาย ยืนโพเดี้ยมทุกสนาม – คว้าแชมป์ทุกรายการ “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” ยอดทีมแข่งรถจักรยานยนต์ของเมืองไทย ภายใต้การสนับสนุนจากทาง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เตรียมสานต่อความสำเร็จเกมมอเตอร์สปอร์ตในปี 2020 ด้วยการจัดขุนพลนักบิดทัพใหญ่เพื่อลงทำการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย, ศึกชิงแชมป์เอเชีย และศึกชิงแชมป์ยุโรป โดยตั้งเป้ายืนโพเดี้ยมทุกสนามและคว้าแชมป์ในทุกรายการแข่งขันที่ลงชิงชัย พร้อมส่งนักบิดดาวรุ่งเข้าร่วมการแข่งขันโมโตทู เพื่อต่อยอดเกมการแข่งขันระดับโลก นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางในการพัฒนาทีมแข่งของยามาฮ่าว่า “ในปีนี้ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ได้วางแผนในการพัฒนาและต่อยอดจากความสำเร็จของทีมแข่ง ทั้งในระดับประเทศ, ระดับเอเชีย และระดับยุโรป ไปสู่เกมการแข่งขันระดับโลกอย่าง โมโตจีพี โดยเริ่มจากการเฟ้นหานักแข่งหน้าใหม่ที่มีแววและฝีมือจากการแข่งขัน ยามาฮ่า อาร์15 ไทยแลนด์ ชาเลนจ์ เพื่อนำมาฝึกอย่างเป็นระบบพร้อมให้การสนับสนุนให้ร่วมการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นก่อนจะก้าวเข้าสู่ทีมใหญ่ต่อไป สำหรับในส่วนของทีมงาน ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เราได้ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 2 รายการหลัก คือ การแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี และการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชียโรดเรชซิ่ง แชมป์เปี้ยนชิพ ซึ่งในปีที่ผ่านเราสามารถคว้าแชมป์รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี มาครองและเป็นการคว้าแชมป์ 2 ปีติดต่อกันอีกด้วย โดยในปีนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่รุ่น เอเซียซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี และรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี มากขึ้น ส่วนรุ่น เอเชีย โปรดักช์ชั่น 250 ซีซี นั้น จะมุ่งเน้นการพัฒนาให้ทีมซับพอร์ทของยามาฮ่าที่มีความสามารถได้มีโอกาสก้าวเข้ามาสู่เกมในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับทีมยามาฮ่าต่อไปในอนาคต ส่วนการแข่งขันทางฝั่งยุโรปนั้น เราก็ยังเฟ้นหานักแข่งดาวรุ่งที่มีฝีมือเพื่อส่งไปร่วมแข่งขันรายการ เอฟไอเอ็ม ซีอีวี โมโต2 แชมป์เปี้ยนชิพ ภายใต้ความร่วมมือกับทาง วีอาร์46 มาสเตอร์แคมป์ ซึ่งเป็นทีมในสังกัดของ วาเลนติโน่ รอซซี่ แชมป์โลก 9 สมัย เพื่อเป็นการผลักดันให้นักแข่งไทยก้าวไปสู่เวทีระดับโลก เพราะเป้าหมายสำคัญของยามาฮ่าคือ ต้องการสร้างนักแข่งไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างการแข่งขันโมโตจีพี ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าหากนักแข่งสามารถทำผลงานได้ดี เราจะร่วมมือกับทางยามาฮ่าประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันนักแข่งไทยยามาฮ่าเข้าร่วมการแข่งขันในรายการโมโตจีพีเต็มฤดูกาลต่อไปในอนาคต” นายธีระพงษ์ โอภาสกรกุล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายกีฬายานยนต์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวถึงผลงานการแข่งขันในปี 2019 ของ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ว่า “สำหรับในปี 2019 ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันระดับเอเชีย ด้วยการคว้าแชมป์เอเชีย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมด้วยสถิติใหม่ของการแข่งขันในรุ่นนี้ด้วย โดย พีรพงศ์ บุญเลิศ #26 สามารถคว้าชัยชนะได้มากถึง 8 ครั้ง เทียบเท่าสถิตินักแข่งชาวญี่ปุ่น และสามารถยืนโพเดี้ยมได้ 14 ครั้ง จากทั้ง 14 เรซการแข่งขัน ส่วนรุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ที่เป็นปีแรกของการแข่งขันของรถระดับ 1000 ซีซี ในเอเชีย ถือว่าเป็นปีแห่งการเรียนรู้และพัฒนาทั้งในส่วนของนักแข่งและรถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน นั่นคือ Yamaha YZF-R1 โดยทีมสามารถทำผลงานคว้าอันดับที่ 4 จากฝีมือของ อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 และ รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 คว้าอันดับที่ 7 สำหรับทางด้านการแข่งขัน ซีอีวี โมโต2 ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพ เราส่ง 2 นักแข่งดาวรุ่งลงแข่งขันก่อนที่จะสามารถทำอันดับติด Top 5 ในการแข่งขันที่บาร์เซโลน่า และ เฆเรซ ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยผลงานจาก เขมินท์ คูโบะ #9 ในอันดับที่ 9 และ อนุภาพ ซามูล #50 ในอันดับที่ 12 ของยุโรป ส่วนการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย เอฟเอ็มเอสซีที ออลไทยแลนด์ซุปเปอร์ไบค์ รุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เอสบี 1 ทำผลงานรวมอยู่ในอันดับที่ 3 และการพัฒนาทีมร่วมที่สามารถทำผลงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคว้า แชมป์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600, แชมป์ อาร์2เอ็ม ไทยแลนด์ซูเปอร์ไบค์ รุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เอสบี 1 หรือการคว้าแชมป์ต่อเนื่องในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 400 ซีซี ถึง 5 ปี ติดต่อกัน ด้วยรถแข่ง Yamaha YZF-R3” นอกจานี้ นายธีระพงษ์ โอภาสกรกุล ยังกล่าวถึงเป้าหมายในการแข่งขันปี 2020 ว่า “สำหรับการแข่งขันรายการชิงแชมป์เอเชียรายการ เอฟไอเอ็ม เอเซีย โรดเรซซิ่ง แชมป์เปี้ยนชิพ เรายังคงส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งในปีนี้เราส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 2 รุ่น คือ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี โดยในปีนี้เราเลือกใช้รถ Yamaha YZF-R1M 2020 เพื่อใช้ในการพัฒนาและแข่งขันไปพร้อมๆ กับทีมแข่งชั้นนำของยามาฮ่าทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นและที่ยุโรป และในปีนี้เราได้มีแผนการพัฒนาทีมช่าง โดยเฉพาะในส่วนของเรซเอ็นจิเนียร์ที่เป็นทีมวิศวกรไทยทั้งหมดที่รับการฝึกฝนเทียบเท่าระดับสากล เน้นสร้างบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีนี้ ซึ่งเรามีเป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะทำผลงานอย่างเต็มที่ตลอดทั้งฤดูกาล ส่วนอีก 1 รุ่นก็คือ รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เราก็ยังคงใช้รถ Yamaha YZF-R6 ซึ่งในปีนี้ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนกติกาในเรื่องของอายุนักแข่งที่กลับมาเปิดในเรื่องของอายุนักแข่งอีกครั้ง ทำให้ความเข้มข้นและการขับเคี่ยวกับเหล่านักแข่งมากประสบการณ์ที่กลับมาร่วมการแข่งขันในรุ่นนี้ แต่ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาของทีมงาน เราตั้งเป้ากับการป้องกันแชมป์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนในรุ่น เอเชีย โปรดักช์ชั่น 250 ซีซี ด้วยความพร้อมและศักยภาพของทีมซับพอร์ทของยามาฮ่าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเราได้สนับสนุนให้ทีมได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันในระดับอินเตอร์มากขึ้น เพื่อยกระดับทีมและเพิ่มประสบการณ์ให้กับทีมซับพอร์ทของยามาฮ่าด้วย” สำหรับการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ที่ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถให้แก่ทีมช่างไทยเป็นหลัก ในปีนี้เรายังคงเน้นไปที่การแข่งขันในรุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เอสบี 1 กับการแข่งขันเก็บคะแนนสะสม 2 รายการอย่าง พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ และ อาร์2เอ็ม ไทยแลนด์ ซูเปอร์ไบค์ นอกจากนี้ในการแข่งขันซีอีวี โมโต2 ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพ ที่เราทำงานร่วมกับทีม VR46 มาสเตอร์แคมป์ ปีนี้มีการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 8 สนาม 11 เรซ โดยเป็นการแข่งขันในทวีปยุโรปทั้งหมด ซึ่งเราได้คัดเลือกนักแข่งดาวรุ่งฝีมือดีเข้าร่วมในโปรแกรมนี้ตลอดฤดูกาลถึง 2 คน เพื่อพัฒนาสู่การแข่งขันระดับเวิลด์กรังปรีซ์แบบเต็มฤดูกาลในปีต่อไป และสุดท้ายกับการแข่งขันโมโตจีพี ในประเทศไทยกับรายการ โออาร์ ไทยแลนด์กรังค์ปรีซ์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ทาง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม จะส่งตัวแทนนักแข่งไทย 1 คน เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น โมโต2 เพื่อเป็นตัวแทนนักแข่งไทยในการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์” โดยในโอกาสนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขอขอบพระคุณท่านสื่อมวลชนทุกๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนนำเสนอข่าวสารและผลงานของทีม ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ด้วยดีตลอดมา สำหรับทาง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ในฐานะทีมแข่งสัญชาติไทย เราจะทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ • www.yamaha-motor.co.th • Yamaha Thailand Racing Team • www.facebook.com/yamahasocietythailand • IG: @yamahasociety • Youtube: Yamaha Society Thailand #YamahaThailandRacingTeam #yamahamoto #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • New Nissan Almera

    ว้าว และก็ ว้าว..รถอีโคคาร์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะใช่ เพราะทั้งประหยัด และ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยที่โดดเด่นเหนือคำบรรยายใดใด นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ รถยนต์แบบชีดานที่มาพร้อมกับความอัจฉริยะ สำหรับการใช้งานในเมือง ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงมากมาย ภายใต้การเปิดตัวในธีม Challenge All Beliefs หรือ"เปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อ" เพราะนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่คุณเคยคิดว่ารุ้จักรถคันนี้แล้ว และ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเซียและโอเซียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์ โบ 1.0 ลิตร นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ภายนอกมีความปราดเปรียวขึ้น กว้างและยาวขึ้น โดยมีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิสสันอาทิ กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า แบบ ELD พร้อม LED Signature Light ทรงบูมเมอ แรง ไฟเลี้ยวด้านข้าง และไฟท้ายแบบ Signa ture Light พร้อมไฟเบรคแบบ LED ทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น และ หลังคาแบบลอยตัว เติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามมากขึ้น พร้อมด้วยซุ้มล้อที่ชัดเจน เพิ่มภาพสะท้อนจากแสงในแต่ละมุมของตัวรถและความโดดเด่นให้กับตัวรถด่วยเส้นสายที่ให้ความรู้สึกทรงพลังลากผ่านจากประตูไปสู่ด้านท้ายของตัวรถ ส่งต่ออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความต่อเนื่องในรถยนต์นิสสันทุกรุ่น ภายในได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับหน้าจอแสดงผลใหม่ ระบบอืนโฟเทนเมนต์ พวงมาลัย และ เบาะนั่ง ห้องโดยสารภายในที่มีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูง และ เน้นความปราณีตในการประกอบ ช่วยเสรืมความโดดเด่นและความหรูหราให้กับ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ในขณะที่ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเป็นจุดขายที่มีความโดดเด่นอย่างชัดเจน การจัด การเรื่อง เสียงรบกวน การสั่นสะเทือนและความกระด้าง(Noise,Vibration,and Hars hess -NVH)ได้รับการปรับปรุงส่งผลต่อเครื่อง ยนต์ และตัดเสียงรบกวนจากบนท้องถนน ทำ ให้ห้องโดยสารมีความเงียบมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์รหัส HRA0 3สูบ เทอร์โบ 1.0 ลิตร แถวเรียงแบบ DOHC (Double Over head Camshaft) ขนาดปริมาตรความจุ 999 ซีซี.และยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคมากมายเช่น ลูกสูบแบบ Delta Cylinder Head หัวฉีดแบบ Central lnjector และ Turbo cha rger ที่การควบคุมไอเสียด้วยระบบอิเล็กทรอ นิกส์ รวมถึงเทคโนโลยี่เคลือบบนกระบอกสูบแบบ Mirror Bore Coating เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปิร์ตอย่าง Nissan GT-R ซึ่งเพื่มความทนทาน ช่วยลดการสึกหรอ และ น้ำหนักของกระบอกสูบ ในขณะที่ปรับปรุงเรื่องการระบายความร้อนและการเผาไหม้ ระบบเกียร์แบบ XTRONIC CVT พร้อม D-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและทันใจ ตอบสนองอัตราเร่งแซงที่ดีขึ้น ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพและประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้นกว่าเดิม และ ด้วยเทคโนโลยี่ D-Step Logic สร้างการขับขี่ที่น่าตื่นเต้น และมอบประสบการณ์บนท้องถนนให้ผู้ขับขี่ได้เปรียบเทียบกับระบบเกียร์ทั่วไปได้อย่างชัดเจน ที่สามารถตอบสนองคันเร่งได้เป็นอย่างดี ให้ การเปลี่ยนเกียร์ที่รวด้ร็วขึ้นแต่ยังคงมีการประ หยัดเชื้อเพลงที่โดดเด่นอีกด้วย ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ขณะที้ด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่น บีม พร้อมเหล็กกีนโคลง ที่ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ยึดเกาะถนน และรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ดี การทดลองขับระหว่างจังหวัดภูเก็ตและพังงา โดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าขึ่นทางเหนือของเกาะภูเก็ต เลียบชายฝั่งอันดามันที่สวยงามสู่เขาหลัก ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นจุดหมายที่สำคัญในการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศอีกแห่ง ด่วยเส้นทางที่ครอบคลุมระยะทางมากกว่า 250 กิโลเมตร เริ่มต้นจากตัวเมืองภูเก็ต เพื่อทดสอบความโดดเด่นและแสดงสมรรถนะของนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ทั้งการขับขี่ในเมืองและการขับขี่ทางไกลบนทางหลวงทร่แยกเป็นสองช่องจราจร และ บนทางหลวงชนบทที่มีช่องจราจรสวนกันตลอดเส้นทาง และสถาพเส้นทางของเนินเขาต่างๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ที่มีน้ำหนักเบา แต่มีพละกำลังที่มหาศาล โดยให้กำลังสูงสุด 100 พีเอส มีแรงบิดที่ 152 นิวตันเมตร และยังมีประสืทธิภาพของการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น จากการเคลมเอาไว้ที่ 23.3 กม.ต่อ ลิตร ซึ่งเราใช้ความตลอดระยะทางอยุ่ที่ 100-160 กม.ต่อชั่วโมง สามารถทำความแระหยัดได้ใก้ลเคียงกับที่ทางโรงงานเคลมเอาไว้(โดยปกติความเร็วโรงงานจะอยุ่ที่ 80-100 กม.ต่อ ชม.) สรุป....นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ถูกออกแบบใหม่หมด หน้าจออินโฟเทนเมนต์บนแผงหน้าปัดใหม่ พวงมาลัยใช้วัสดุคุณภ่พดีและออกแบบมาให้เหมาะสมกับการควบคุม พื้นที่ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างมีสไตล์ และใช้วัสดุคุณภาพสูง ที่เน้นความประณีตในการประกอบ พื้นที่ว่างเหนือศรีษะและที่วางขากว้างขวาง ความปลอดภัยมากมายและเทคโนโลยี่อัจฉริยะอื่นๆจาก นิสสัน อืนเทลลิเจนต์ โมบิลิตี อาทิ เทคโนโลยี่สัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด่านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (IFCW) , เทคโนโลยี่ช่วยเบรคฉุกเฉิน (IEB), เทคโนโลยี่ตือนจุดอับสายตา (BSW ), และ เมคโนโลยี่ตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (RCTA), เทคโนโลยี่กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (IAVM), เทคโนโลยี่ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (MOD)ด้วยกล้อง 4 ตัว ที่ด้านหน้า -ด้านหลัง และด้านข้างเอาเป็นว่า ไปสัมผัวตัวจริง และสอบถามจากผู้แทนจำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศที่อยุ่ใก้ลบ้านท่านดีกว่าค๊ะ หรือสอบ ถามที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 . #นิสสันอัลเมร่า #นิสสันมอเตอร์ประเทศไทย #ChallengeAllBeliefs #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • ISUZU MU-X THE NEW ONYX…THE ABSOLUTE SENSATION

    “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” อัพออพชั่น แต่ไม่อัพราคา อีซูซุเสริมทัพรับต้นปี 2020 ส่ง “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” สัมผัสที่ใช่... ของการใช้ชีวิต (ISUZU MU-X THE NEW ONYX…THE ABSOLUTE SENSATION) ตอบสนองความต้องการผู้ใช้รถรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทรนด์รถแต่งพิเศษ ด้วยชุดแต่งใหม่! เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ขับความ ปอร์ตหรูให้เข้มเต็มขั้น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ซึ่งยังคงราคาเดิมคือเริ่มต้นเพียง 1,364,000 บาท กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากผลตอบรับที่ดียิ่งของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” เราพบว่าปัจจุบันลูกค้ามีความชื่นชอบรถรุ่นพิเศษที่มาพร้อมชุดแต่งครบครัน ในปีนี้อีซูซุจึงเปิดตัวรถอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นใหม่! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ เดอะ นิว ออนิคซ์” (ISUZU MU-X THE NEW ONYX) ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สัมผัสที่ใช่...ของการใช้ชีวิต” (THE ABSOLUTE SENSATION) เพื่อให้เป็นรถที่เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ มาพร้อมชุดแต่งใหม่รอบคัน THE ABSOLUTE ONYX EDITION เสริมความสปอร์ตหรูให้เข้มทุกเต็มขั้นยิ่งขึ้นในทุกส่วน อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายอีกระดับด้วยใหม่! เบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเบาะทั่วไป และชุดตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่! เสริมความหรูหราและโดดเด่น โดยคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการขับขี่ ความประหยัดน้ำมัน และระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับอีซูซุ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ที่ใช่กับขุมพลังเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เอกสิทธิ์แห่งเทคโนโลยีดีเซลจากอีซูซุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในรถระดับเดียวกัน”“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” รถอเนกประสงค์ระดับหรูโฉมใหม่ที่พร้อมจะแสดงตัวตนของผู้ขับขี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่เคย เท่ หรูหรา สะดวกสบายเหนือระดับ ตอบรับทุกสัมผัสแห่งการขับขี่ที่ใช่...สำหรับคุณ เหนือกว่าความรู้สึกใหม่ คือความรู้สึกที่ใช่...ในทุกมุมมอง ใหม่! ชุดแต่ง THE ABSOLUTE ONYX EDITION ใหม่รอบคัน ขับความสปอร์ตหรูเข้มให้เต็มขั้นในทุกมุมมอง อาทิ ชุดแต่งกันชนหน้า-หลัง ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต เท่ล้ำ สะกดทุกสายตา ใหม่! กระจังหน้า ชุดแต่งประตูท้าย และโคมไฟหน้าสี Black Chrome คมเข้ม เต็มอารมณ์หรู Fender Lip สี Matte Black โฉบเฉี่ยว ล้ำสไตล์ ไฟท้ายรมดำแบบ LED สปอร์ต เข้ม กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอย Flash Black Design ขนาด 18 นิ้ว และ Roof Rail สไตล์สปอร์ต เป็นต้น สัมผัสที่ใช่...กับความสะดวกสบายสไตล์หรู ห้องโดยสารกว้างขวางโอ่อ่า ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์อย่างเหนือชั้น สบายยิ่งขึ้นกับใหม่! เบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ ผลิตจากวัสดุพิเศษลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเบาะทั่วไป ใหม่! ชุดตกแต่ง Piano Black บริเวณคอนโซลกลาง และคอนโซลเกียร์ เสริมความหรูหราและโดดเด่นเหนือระดับ แต่งเติมบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีมิติด้วย Ambient Light บริเวณแผงข้างประตู เติมเต็มความสุนทรีย์ให้เต็มอิ่มในทุกสัมผัสกับระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ พร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner เป็นต้นนอกจากนี้ยังมาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่น ตอบโจทย์ความท้าทายในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ นุ่มนวล ยึดเกาะถนนและทรงตัวเป็นเลิศ ส่งมอบความอุ่นใจทุกช่วงเวลาที่อยู่บนถนน ด้วยระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบ ครบครันสำหรับทุกรูปแบบการขับขี่ ให้พร้อมโลดแล่นอย่างไร้ขีดจำกัด กับขีดสุดแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม มีให้เลือก 4 สี ราคาจำหน่ายเท่าเดิมตั้งแต่ 1,364,000 – 1,421,000 บาท ขอเชิญสัมผัส “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ศกนี้ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai #อีซูซุมิวเอ็กซ์ #isuzu #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

  • Miss Motor Show 2020

    โฉมหน้าผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ Miss Motor Show 2020 นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ให้เกียรติเป็นประธานและกรรมการในงานประกวด Miss Motor Show 2020 รอบคัดเลือก เวทีที่ค้นหาสาวเก่งมากความสามารถและปฏิภาณไหวพริบ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกกับ Move on the Green Side ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายปรีชา โพธิ กรรมการผู้จัดาร บริษัท ฟิกเกอร์เอ้าท์ จำกัด, นายพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และนายอัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร กรรมการผู้จัดการ Cher Resort ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินสาวมั่นทั้ง 25 คน จากผู้เข้าประกวด 61 คน ที่เอาชนะใจจนผ่านการคัดเลือกไปสู่การประกวดรอบชิงชนะเลิศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยการประกวดรอบคัดเลือกจัดขึ้น ณ สามย่าน มิตรทาวน์เมื่อเร็ว ๆ นี้สำหรับผู้ชนะเลิศจะได้รับมงกุฎ สายสะพาย ถ้วยเกียรติยศ รถยนต์ฟอร์ด เงินรางวัล 100,000 บาท และรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท พร้อมเข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 41 รายชื่อกรรมการประกวด Miss Motor Show 2020 รอบคัดเลือก (เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา) 1. คุณปรีชา โพธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิกเกอร์เอ้าท์ จำกัด 2. คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 3. คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 4. คุณอัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร กรรมการผู้จัดการ Cher Resort #MissMotorShow2020 #gpsเส้นทางโฟกัส #www.gpssentangfocus.com

เมนูลัด

หน้าแรก

ข่าว

Test drive

motor sport

ติดต่อ


TEL : 081-5558741            ,0817538280

FAX : -

Facebook : GPS เส้นทางโฟกัส

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Instagram

© 2020 GPS เส้นทางโฟกัส

bottom of page